เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จับตาสงครามการค้าสหรัฐ-ญี่ปุ่น วิกฤตหรือโอกาสของไทย

17 ก.ย. 2561 | 13:31น.

คอลัมน์ เลียบรั้วเลาะโลก

โดย ขวัญใจ เตชะเสนสกุล EXIM BANK

ภายหลังจากที่หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ได้เปิดเผยบทสัมภาษณ์ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาพูดถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจเปิดฉากสงครามการค้ากับญี่ปุ่น ก็ได้จุดกระแสความวิตกกังวลเป็นวงกว้าง เนื่องจากทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่มีความเชื่อมโยงด้านการค้าการลงทุนกับประเทศต่าง ๆ ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ถือเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก ที่มีการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้หากสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับญี่ปุ่นจริง อาจส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น รวมถึงไทย

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่สหรัฐจะเปิดฉากสงครามการค้ากับญี่ปุ่น ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ โดยพุ่งเป้าไปที่ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมาก โดยญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ มากเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและเม็กซิโก ซึ่งทั้งจีนและเม็กซิโก หรือแม้แต่เยอรมนีที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ เป็นอันดับ 4 ตามหลังญี่ปุ่น ก็ล้วนแล้วแต่ถูกสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้าแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า เป้าหมายต่อไปของสหรัฐน่าจะพุ่งมาที่ญี่ปุ่น ตามที่ประธานาธิบดีสหรัฐให้สัมภาษณ์ไว้

ยานยนต์ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็น 3 สินค้าส่งออกสำคัญของญี่ปุ่นที่อาจตกเป็นเป้าโจมตีของสหรัฐ เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกที่ญี่ปุ่นเกินดุลการค้ากับสหรัฐ มากที่สุด 3 อันดับแรก โดยเฉพาะสินค้าในหมวดรถยนต์ ที่ญี่ปุ่นเกินดุลการค้ากับสหรัฐ มากถึงราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2560 หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 72% ของการเกินดุลการค้าของญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งหลายฝ่ายเริ่มมีความกังวลว่า หากสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับสินค้าในกลุ่มรถยนต์จากญี่ปุ่น ก็อาจส่งผลกระทบต่อไทยเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่น

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-ญี่ปุ่น สู่โอกาสในการย้ายฐานการผลิตระลอกใหม่มายังไทย นับตั้งแต่สนธิสัญญา Plaza Accord ในปี 2528 ที่ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อการส่งออกของญี่ปุ่น ผู้ประกอบการรายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นต่างมุ่งดำเนินนโยบายย้ายฐานการผลิตออกจากญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปัจจุบันญี่ปุ่นมีการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศมากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนญี่ปุ่นออกไปลงทุนคิดเป็นมูลค่าสะสมราว 4.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับญี่ปุ่น ก็อาจก่อให้เกิดวิกฤตในภาคส่งออกของญี่ปุ่นครั้งใหม่ เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นส่งออกไปสหรัฐมากเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนสูงถึง 20% ของมูลค่าส่งออกรวมของญี่ปุ่น เมื่อประกอบกับปัญหาเงินเยนแข็งค่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จากการที่เงินเยน

ถือเป็น safe haven สวนทางกับค่าเงินสกุลอื่น ๆ ทั่วโลกที่มีทิศทางอ่อนค่าลงถ้วนหน้า ตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการย้ายฐานการผลิตออกจากญี่ปุ่นไปยังประเทศอื่น ๆ อีกระลอก รวมถึงไทย เนื่องจากปัจจุบันไทยเป็นแหล่งลงทุนอันดับ 5 ของนักลงทุนญี่ปุ่น ตามหลังสหรัฐ จีน สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทุกประเทศข้างต้นล้วนกำลังพัวพันกับสงครามการค้ากับสหรัฐแทบทั้งสิ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้อานิสงส์จากการย้ายฐานดังกล่าว

แม้จะยังไม่มีข้อสรุปว่าในท้ายที่สุด สหรัฐจะเริ่มต้นสงครามการค้ากับญี่ปุ่นเมื่อใด และมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด แต่แน่นอนว่าสงครามการค้าที่กำลังบานปลายในปัจจุบัน ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงที่มีมากขึ้นสำหรับ

ผู้ส่งออกไทย ทั้งความเสี่ยงด้านการค้า รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนมากขึ้น ดังนั้นการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป จึงถือเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับการค้าในโลกยุคปัจจุบัน

 

Disclaimer : คอลัมน์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ EXIM BANK