ราคา “ทองคำ” แกว่งตัว 1,180-1,210 ดอลลาร์
ราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมามีแรงซื้อเข้ามาแต่ก็ยังคงเผชิญกับแรงเทขายสลับกันต่อเนื่อง ซึ่งเงินดอลลาร์สหรัฐได้แข็งค่าขึ้นจากความวิตกกังวลในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ภายหลังที่ทั้ง 2 ประเทศยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางด้านการค้าได้ นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับปัจจัยหนุนมาจากค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging market) ได้อ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 17 เดือน รวมถึงการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาอย่างแข็งแกร่งเป็นปัจจัยหนุนให้เฟดเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป
สงครามการค้ารุนแรงขึ้น
แม้จะมีการเจรจาทางด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการเจรจาได้ และไม่มีความคืบหน้ามากนักจนทำให้สหรัฐและจีนยังเดินหน้าใช้มาตรการทางการค้าต่อกัน ส่งผลให้นักลงทุนมีความวิตกกังวลมากขึ้นในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เป็นปัจจัยทำให้มีแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น กดดันตลาดทองคำต่อไป
ทั้งนี้ หลังจากที่ภาคธุรกิจสหรัฐได้รวมตัวกันใช้ชื่อว่า Americans for Free Trade เพื่อต่อต้านนโยบายการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกลุ่มดังกล่าวประกอบด้วยบริษัทที่มาจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ นับตั้งแต่การผลิตของเล่นไปจนถึงเทคโนโลยี โดยได้ทำการรณรงค์โดยใช้ชื่อว่า Tariffs Hurt the Heartland ในขณะที่ช่วงทำประชาพิจารณ์ต่อแผนการเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์นั้น ภาคธุรกิจต่างก็ได้แสดงความเห็นคัดค้านว่าจะกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต และทำให้ต้องมีการปรับเพิ่มราคาสินค้า
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้สหรัฐกำลังหาทางเริ่มต้นการค้าครั้งใหม่กับจีน โดยสหรัฐได้มีการส่งจดหมายไปยังจีน เพื่อเชิญให้เข้ามาร่วมการเจรจาแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้า ซึ่งนักลงทุนยังคงจับตามองว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ หากประเด็นดังกล่าวยังคงไม่มีความคืบหน้าเช่นที่ผ่านมา ก็จะส่งผลให้สหรัฐยังคงเดินหน้าเรียกเก็บภาษีต่อไป จึงทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐ
กลับมาแข็งค่าขึ้นกดดันตลาดทองคำ ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า สหรัฐจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก หากจีนออกมาตรการตอบโต้สหรัฐ โดยสหรัฐประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 10% วงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 24 กันยายนนี้ ซึ่งจีนปฏิเสธเจรจาการค้ารอบใหม่หากสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าจีนอีก 2 แสนล้านดอลลาร์
เฟดเดินหน้าปรับอัตราดอกเบี้ย
หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่สำคัญออกมาแข็งแกร่ง ซึ่งภาคธุรกิจก็ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้ม
เศรษฐกิจในระยะใกล้ แม้ว่าอาจมีความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าก็ตาม ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดี เฟดได้มีการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะมีการประชุม FOMC ในวันที่ 25-26 กันยายน ทั้งนี้ การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ หลังจากที่เฟดได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคมและเดือนมิถุนายน เมื่อดูข้อมูลจาก CME GROUP ล่าสุด ณ วันที่ 17 กันยายน 2561 พบว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนมีโอกาสถึง 94% นอกจากนี้ คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ซึ่งรวมเป็น 4 ครั้งในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้เป็นแรงเทขายทองคำออกมา
แนวโน้มราคาทองคำ
ราคาทองคำทางด้านปัจจัยเทคนิคยังคงมีทิศทางขาลงในระยะยาว ถึงแม้ราคาทองคำในระยะสั้นมีแรงซื้อเข้ามาบ้างสลับกับแรงเทขายทองคำ ทั้งนี้ ในระยะสั้นราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในลักษณะ sideways ตามกรอบระหว่าง 1,180-1,210 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยมีแนวรับ 1,180 ดอลลาร์/ออนซ์ และแนวรับสำคัญที่ 1,170 ดอลลาร์/ออนซ์
หากหลุดแนวรับดังกล่าวลงมาจะเกิดแรงเทขายออกมามาก ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสไปยังแนวรับ 1,150 ดอลลาร์/ออนซ์ ทั้งนี้ ราคาทองคำมีแนวต้านที่ 1,210 ดอลลาร์/ออนซ์ เราคาดว่าจะมีแรงเทขายทองคำออกมาเช่นกัน แต่ถ้าผ่านขึ้นไปได้จะมีทิศทางขาขึ้นและจะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,220 และ 1,230 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 1,250 ดอลลาร์/ออนซ์