เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์ร่วง ท่ามกลางความผันผวนของสินทรัพย์เสี่ยง

12 ต.ค. 2561 | 18:51น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 8-12 ตุลาคม 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (8/10) ที่ 32.83/84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/10) ที่ 32.83/85 บาท/ดอลลาร์ โดยธนาคารโลกได้ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยได้ระบุว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 61 จะขยายตัวร้อยละ 4.5 สูงขึ้นจากปีก่อน ก่อนที่จะเติบโตชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.9 ในปี 2562-2563 หลังพิจาณาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความยากง่ายในการทำธุรกิจ การลงทุนภาครัฐ การปฏิรูประบบราชการ การออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบหลังมีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนกันยายนปรับตัวดีขึ้นต่ำกว่าคาด หรือเพิ่มขึ้นเพียง 134,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้ถึง 185,000 ตำแหน่ง

ทั้งนี้กระทรวงแรงงานให้เหตุผลว่าตัวเลขการจ้างงานที่ลดลงในบางภาคอุตสาหกรรมนั้นเป็นผลมาจากพายุเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ที่ได้พัดถล่มรัฐนอร์ธและเซาธ์แคโรไลน่าในเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานของสหรัฐปรับตัวลดลงสู่ระดับร้อยละ 3.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2512 ลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับร้อยละ 3.8 นอกจากนี้ ยังมีรายงานตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงของแรงงานปรับตัวสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เพิ่มขึ้น 8 เซนต์ หรือร้อยละ 0.3 ในเดือนกันยายนและเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบเป็นรายปี อีกทั้งออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่งยังได้เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จากระดับ 168,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าการจ้างงานภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้น 185,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ทั้งนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดันหลังประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่า เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำมาก และเขาไม่ต้องการจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงแม้แต่เพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐไม่ต้องพบกับปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ พร้อมส่งสัญญาณว่าเขาต้องการให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง โดยกล่าวว่าดอลลาร์ที่ “แข็งค่ามาก” จะส่งผลให้ภาคธุรกิจเผชิญกับความยากลำบาก

นายทรัมป์กล่าวว่า “ดอลลาร์ที่แข็งค่าไม่ได้แปลว่าจะส่งผลดีในทุก ๆ ด้านโดยเฉพาะกับผู้ส่งออก ซึ่งในปัจจุบันค่าเงินดอลลาร์อยู่ในระดับที่แข็งค่ามาก ซึ่งสาเหตุหลักก็เกิดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่รวดเร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และคิดว่าเฟดกำลังทำในสิ่งที่ผิด เพราะว่าเกิดขึ้นเร็วเกินไปและมากเกินไป

ทั้งนี้ในวันศุกร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 2.852% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงสู่ระดับ 3.172% หลังจากแตะระดับสูงสุดในรอบ 78 ปี ที่ 3.261% เนื่องจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.2% ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจไม่เร่งความเร็วในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปี 2019 และในช่วงวันศุกร์ (12/10) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก โดยเตือนว่า ความตึงเครียดด้านการค้าที่ยังคงยืดเยื้ออาจฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียลงราว 0.9% ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้ พร้อมกับเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกำหนดนโยบายของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเร่งเปิดตลาดเสรี เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการส่งออกที่ทรุดตัวลง

ทั้งนี้ IFM ได้คงคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชยในปีนี้ที่ระดับ 5.6% แต่ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียในปีหน้าลงสู่ระดับ 5.4% ซึ่งลดลง 0.2% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายน โดยปัจจัยที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจในครั้งนี้ เนื่องจากผลกระทบของความตึงเครียดในตลาดการเงิน และการคุมเข้มนโยบายการเงินในบางประเทศ รวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าระหว่างสหรัฐ และจีน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.76-33.09 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.76/32.78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ในส่วนของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (8/10) ที่ระดับ 1.1518/20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/10) ที่ 1.1496/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตลาดยังคงจับตามองนโยบายทางเศรษฐกิจของอิตาลี โดยในวันจันทร์ (8/10) รัฐบาลอิตาลีได้ประกาศปรับลดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณสำหรับปี 2563 และ 1564 ลง

สำนักข่าวชินหัวรายงานว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลอิตาลีเคยให้คำมั่นค่อประชาชนใน “สัญญา” ฉบับหนึ่งว่า รัฐบาลจะปรับลดภาษี สนับสนุนรายได้ขั้นพื้นฐานถ้วนหน้า และถอนแผนปฏิรูปเงินบำนาญที่ไม่ได้รับความนิยม ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องปรับเพิ่มเป้าหมายขาดดุลงบประมาณเพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายตามที่กล่าวไว้ได้ โดยนายจิโอวานนี ทริอา รัฐมนตรีกระทรวงการคลังอิตาลี แถลงข่าวออกอากาศทางโทรทัศน์ระบุว่า รัฐบาลอิตาลีจะกำหนดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณในปี 2562 ไว้ที่ร้อยละ 2.4 ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่รัฐบาลจะปรับลดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณในปี 2563 ลงเหลือร้อยละ 2.1 และลดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณในปี 2564 ลงเหลือร้อยละ 1.8 ของตัวเลข GDP ซึ่งการประกาศปรับลดเป้าหมายการขาดดุลดังกล่าวทำให้ตลาดคลายความกังวลของนักลงทุนในประเด็นเรื่องปัญหาหนี้ของอิตาลีลงได้บ้าง

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายสัปดาห์ ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นภายหลังจากที่นายโดมินิค ราฟ รัฐมนตรีอังกฤษฝ่ายกิจการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า อังกฤษกับสหภาพยุโรป (EU) จะมีความก้าวหน้าในการทำข้อตกลงสำหรับการถอนตัวออกจาก EU ในการประชุมสุดยอดในสัปดาห์หน้า (17/18/10) อย่างไรก็ดี นายราฟกล่าวย้ำอีกครั้งว่า EU ควรจะประนีประนอมกับรัฐบาลอังกฤษ โดยพบกัน “ครึ่งทาง” ในประเด็นปัญหาที่ยากลำบากที่สุด โดยหนึ่งในอุปสรรคขัดขวางที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำข้อตกลง ได้แก่ ปัญหาเรื่องพรมแดนไอร์แลนด์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ขณะเดียวกัน นายมิเชล บาร์นิเยร์ ตัวแทนเจรจาฝ่ายสหภาพยุโรปได้กล่าวเดช่นเดียวกันว่า มีความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการถอนตัวกับทางสหราชอาณาจักรโดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับชายแดนของประเทศไอร์แลนด์ และขณะนี้สหราชอาณาจักรและสหภาพยุดรปได้เห็นพ้องกันในเงื่อนไขของการถอนตัว โดยความคืบหน้าคิดเป็น 80 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของข้อตกลงทั้งหมด ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1429-1.1610 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1585/1.1588 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับค่าเงินเยนนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (8/10) ที่ระดับ 113.69/71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (5/10) ที่ระดับ 113.88/90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐในวันจันทร์ (8/10) ค่าเงินเยน
เคลื่อนไหวในกรอบแคบเนื่องจากเป็นวันหยุดของตลาดการเงินของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกมาระบุว่าญี่ปุ่นพร้อมเปิดรับอังกฤษเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (TPP) หลังจากที่อังกฤษได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU)

นอกจากนี้ นายอาเบะยังได้เรียกร้องให้อังกฤษและ EU ใช้การไตร่ตรองอย่างสุขุม รอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกโดยปราศจากซึ่งข้อตกลง และในช่วงท้ายตลาดค่าเงินเยนได้แรงหนุนหลังจากที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ทำให้เกิดความต้องการซื้อเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นอกจากนั้นธนาคารกลางญี่ปุ่นได้เปิดเผยว่าตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% สูงกว่าระดับที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ที่ 2.9% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 111.83-113.94 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 112.28/112.33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ