“ไทยเมจิฟาร์มา” เพิ่มกำลังผลิต รับเทรนด์ ตลาดสุขภาพโตไม่หยุด
เป็นอีกธุรกิจที่แรงขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและบำรุงผิว (skin care) หลังพฤติกรรมคนเปลี่ยนอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ รักสวยรักงามมากขึ้น ทำให้ตลาดนี้ได้รับอานิสงส์ไปเต็ม ๆ และเติบโตแบบต่อเนื่องในทุก ๆ ปี
ด้วยโอกาสที่เกิดขึ้นก็ทำให้บริษัทผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น อย่างบริษัท เมจิ เซก้า ไคชา จำกัด ที่เข้ามาตั้งฐานผลิตยาในไทยตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน ในชื่อ “ไทยเมจิฟาร์มาซิวติคัล” อยู่เฉยไม่ได้ พร้อมรุกขึ้นมาเปิดเกมใหม่เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมคนและเทรนด์ที่เปลี่ยนไป
ขยายโรงงาน
“ชินอิจิ ทากายามะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเมจิฟาร์มาซิวติคัล จำกัด ผู้ผลิตยาครบวงจร กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ หรือธุรกิจเฮลท์แคร์ ขยายตัวขึ้นต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่ให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับทิศทางธุรกิจยาในตลาดไทยและอาเซียนก็มีแนวโน้มที่ดี และมีโอกาสขยายตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทมีความโดดเด่นด้านการผลิตยาปฏิชีวะในรูปแบบต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นแคปซูล ยาเม็ด ยาน้ำ ยาผง ยาแขวนตะกอน ยาฉีดและอื่น ๆ รวมถึงเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ และด้วยโอกาสที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทมีแผนจะลงทุนขยายกำลังการผลิตยาตัวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ยารักษาโรคติดเชื้อมากขึ้นด้วย บนพื้นที่ของโรงงานเดิมซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง หวังรองรับธุรกิจยาที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต
ปัจจุบันพอร์ตธุรกิจหลักของบริษัท คือ การผลิตยาปฏิชีวะป้อนให้แก่โรงพยาบาล ร้านขายยาต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงยังผลิตเพื่อส่งออกยาไปในอาเซียน เช่น เมียนมา กัมพูชา เป็นต้น รวมถึงญี่ปุ่นด้วย ทั้งนี้ ไทยเมจิฟาร์มาซิวติคัล เป็นบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัท เมจิ เซก้า ไคชา จำกัด (Meiji Seika Kaisha, Ltd.) จากญี่ปุ่น ซึ่งดำเนิน 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์นม ภายใต้แบรนด์ “เมจิ” และธุรกิจเวชภัณฑ์ยา ภายใต้บริษัท เมจิ เซก้า ฟาร์ม่า จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเวชภัณฑ์ยา 3 ประเภท ได้แก่ ยาต้านการติดเชื้อ (antiinfective drugs) ยารักษาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) และยาสามัญ (generic drugs)
แตกไลน์ธุรกิจใหม่
นายชินอิจิกล่าวต่อว่า ด้วยพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้ทิศทางธุรกิจในไทยจากนี้ไปจะเน้นการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ด้วยการต่อยอดธุรกิจจากความแข็งแกร่งของบริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือช่องทางจำหน่ายที่เป็นกลุ่มร้านขายยา โรงพยาบาล และบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ดังนั้น ได้แตกไลน์ธุรกิจใหม่นอกเหนือจากธุรกิจยา ล่าสุดนำเข้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้แบรนด์ “เมตาเกะ” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเห็ดไมตาเกะเข้ามาทำตลาด เจาะกลุ่มคนวัยทำงานเป็นหลัก โดยจะขายผ่านช่องทางร้านขายยาเป็นหลัก คาดว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคไทย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิว “เมโยกุ” ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันม้าจากแหล่งผลิตจังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว เน้นเจาะผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มโดยขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งได้รับผลตอบรับจากตลาดที่ดีเช่นกัน
เกาะเทรนด์อีคอมเมิร์ซ
“ที่ผ่านมาบริษัทเน้นการผลิตยาเป็นหลัก และหลังจากนี้ก็คงเดินหน้าผลิตยาต่อเนื่อง แต่จะแตกไลน์นำเข้าสินค้ากลุ่มสกินแคร์และเสริมอาหารเข้ามาทำตลาดในไทยมากขึ้น เนื่องจากเป็นเทรนด์ที่กำลังโต และคาดการณ์ว่าธุรกิจนี้จะสร้างรายได้ที่ดีให้แก่บริษัทในอนาคตด้วย”
ขณะเดียวกันได้พัฒนาช่องทางการขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซด้วย คาดว่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ โดยเว็บไซต์ดังกล่าวจะจำหน่ายเฉพาะสินค้ากลุ่มสกินแคร์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่บริษัทจะนำเข้ามาเท่านั้น โดยจากนี้ไปก็จะนำเข้าสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มมากขึ้นด้วย
กลายเป็นตลาดที่เติบโตแรงต่อเนื่องตามดีมานด์ของลูกค้า ซึ่งไม่เพียงฐานในเมืองไทยและยังหมายถึงทั้งภูมิภาค