เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ผลต่อการค้าและการลงทุน

23 พ.ย. 2561 | 22:25น.

คอลัมน์ นอกรอบ

โดย ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง

 

สหรัฐได้ประกาศเก็บภาษีสินค้าจีนรวมแล้ว 2.5 แสนล้านเหรียญ หรือครึ่งหนึ่งของการส่งออกของจีนไปอเมริกา ซึ่งมีผลในปลายเดือนกันยายน 2561 และประธานาธิบดีทรัมป์ยังขู่ว่าพร้อมที่จะสั่งเก็บภาษีสินค้าจีนที่เหลือทั้งหมด (อีก 2.67 แสนล้านเหรียญ)

ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดเงิน ที่เริ่มมองแนวโน้มเศรษฐกิจในทางลบ แม้ว่าหลายฝ่ายยังคาดหวังว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ และ สี จิ้นผิง อาจจะมีการเจรจากันในช่วงการประชุมผู้นำ 20 ประเทศ (G20) ที่จะมีขึ้นปลายเดือนนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะเป็นข่าวดี

ผลจากการที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีนนั้น น่าจะเห็นผลชัดเจนในต้นปีหน้า เพราะสินค้าครึ่งหนึ่งของจีนที่ส่งไปสหรัฐจะถูกเก็บภาษีที่ 25% ซึ่งผลกระทบที่จะเห็นทันทีคือ ผลกระทบทางการค้า คือมูลค่าการส่งออก-นำเข้าของทั้งสองประเทศจะปรับลดลงเพราะภาษีทำให้ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในประเทศปรับสูงขึ้น

ผลคือทั้งสหรัฐและจีนก็น่าจะต้องหาซื้อสินค้า และหาตลาดส่งออกอื่นทดแทน ดังนั้น จึงน่าจะทำให้ประเทศต่าง ๆ จะได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าไปสหรัฐและจีนเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ หากพิจารณาจากข้อมูลเบื้องต้นประเทศที่มีการผลิตสินค้าใกล้เคียงกับจีนและน่าจะได้รับประโยชน์มาก คือ ไต้หวัน เวียดนาม และเกาหลีใต้

แต่สิ่งที่ต้องกังวล คือ หากผลกระทบของการขึ้นภาษีดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐและโดยเฉพาะจีน ทำให้เศรษฐกิจชะลอลง กำลังซื้อของทั้งสองประเทศ (ซึ่งเป็นประเทศใหญ่อันดับหนึ่งและสอง) ก็จะลดลงด้วย ซึ่งประเด็นนี้ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นกังวล เพราะตัวเลขเศรษฐกิจ

หลายตัวในช่วงเดือนที่ผ่านมา เช่น ตัวเลขส่งออก ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ PMI ก็เริ่มอ่อนตัวลงอย่างพร้อมเพรียงกันในหลายประเทศโดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า แรงส่งของเศรษฐกิจจากปี 2017 มาถึงครึ่งแรกของปี 2018 เริ่มแผ่วลงอย่างชัดเจน (ยกเว้นสหรัฐที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งกว่าประเทศอื่น ๆ)

ดังนั้น หากความขัดแย้งของสหรัฐกับจีนยังทวีความรุนแรง ก็จะเป็นการซ้ำเติมการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบที่สำคัญอีกประการ คือ การลงทุน แรงส่งทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ประกอบกับความเสี่ยงที่เกิดจากความขัดแย้งทางการค้าของสหรัฐและจีน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นสูง ซึ่งจะส่งผลให้มีการชะลอการตัดสินใจลงทุน หรือการลงทุนใหม่ ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้น จึงน่าจะเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

นอกจากการชะลอการลงทุนแล้ว ก็มีแนวโน้มว่าบริษัทหลายแห่งคงจะต้องเตรียมรับมือและหาทางหนีทีไล่เพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้าครั้งนี้

จากการสำรวจความเห็นของบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในจีน โดยหอการค้าอเมริกาในประเทศจีนเกี่ยวกับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีตอบโต้กันระหว่างสหรัฐและจีนพบว่า

1.ประมาณ 70% ของบริษัทสหรัฐในประเทศจีนมองว่า ได้รับผลกระทบในทางลบ

2.อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐขึ้นภาษี คือ รถยนต์ เครื่องจักร และอิเล็กทรอนิกส์

ขณะที่อุตสาหกรรมที่ถูกกระทบจากการที่จีนขึ้นภาษี คือ เกษตร เคมีภัณฑ์ aerospace เป็นต้น

3.ผลกระทบหลักที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ยอดขายลดลง ต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น กำไรลดลง

4.ในส่วนกลยุทธ์นั้น ส่วนใหญ่จะใช้หลายกลยุทธ์ในการรับมือกับสถานการณ์นี้ คือ

1) การตัดสินใจชะลอการลงทุนเพิ่ม (31%) 2) เริ่มหาแหล่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากประเทศอื่นมาทดแทน (30.9%) และ 3) พิจารณาย้ายฐานการผลิตบางส่วนออกจากจีน (มีเพียง 18.3%)

มีข้อสังเกตว่า เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ที่ทำการสำรวจเป็นบริษัทที่ตั้งฐานผลิตในจีนเพื่อขายสินค้าในประเทศจีน จึงไม่ค่อยคิดที่จะย้ายฐานการผลิตออกจากจีน

5.ในส่วนของบริษัทที่พิจารณาย้ายฐานการผลิตนั้น พบว่าส่วนใหญ่มองไปที่ประเทศเอเชียตะวันออก

เฉียงใต้ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ เคมีภัณฑ์ สินค้าเทคโนโลยี/เทเลคอม และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ บางส่วนสนใจอินเดียซับคอนติเนนต์-รวมบังกลาเทศ ปากีสถาน และศรีลังกา-(กลุ่มอุตสาหกรรม aerospace)

นอกจากนี้ จากการรวบรวมของสำนักข่าวนิกเคอิรายงานว่า บริษัทญี่ปุ่น อาทิ พานาโซนิค ซูมิโตโม และไดกิ้น จะเพิ่มการลงทุนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ส่วนบริษัทจีน อาทิ TCL (ผลิตทีวี) Shandong Linglong ผลิตยาง ก็สนใจที่จะย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม เม็กซิโก เป็นต้น Delta Electronics (ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) ก็สนใจย้ายฐานการผลิตมาไทยและอินเดีย น่าจะมีบริษัทอื่น ๆ ที่เริ่มมองหาฐานการผลิตหรือแหล่งวัตถุดิบอื่น ๆ นอกจากจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจย้ายฐานการผลิต เป็นเรื่องของกลยุทธ์ที่จะต้องใช้เวลาในการพิจารณา ซึ่งในระหว่างที่ยังมีความไม่แน่นอน (บางส่วนยังมีความหวังว่าท่าทีของสหรัฐจะอ่อนลง) ดังนั้น ระยะสั้นน่าจะทำให้การตัดสินใจลงทุนถูกชะลอออกไปก่อน แต่ในระยะกลาง (1-2 ปี) น่าจะมีทิศทางชัดเจน และหากมีการย้ายฐานการผลิตก็น่าจะเป็นโอกาสของภูมิภาคเอเชียเรา (รวมทั้งไทย) อีกครั้งหนึ่ง

เพราะฉะนั้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย เราน่าจะเห็นผลกระทบในทางลบทั้งจากการค้าและการลงทุน ก่อนจะได้เห็นผลบวกที่ชัดเจนจากการย้ายฐานการผลิตในอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ