เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์ยังคงได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการเจรจาทางการค้าและการปิดหน่วยงานราชการสหรัฐ

25 ม.ค. 2562 | 23:00น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 21-25 มกราคม 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (21/1) ที่ระดับ 31.73/75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (19/1) ที่ระดับ 31.69/71 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลในประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยมีรายงานข่าวว่า สหรัฐกำลังพิจารณาที่จะทำการผ่อนคลายมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ขณะที่จีนเองก็ได้เสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐ

แต่อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวปฏิเสธแผนการจัดการเจรจาการค้ากับจีนในสัปดาห์นี้ เนื่องจากความแตกต่างทางความคิดของทั้งสองฝ่ายในการบังคับใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งก่อนหน้านี้นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสพีอาร์) มีกำหนดพบปะกัน เจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีช่วย 2 รายในสัปดาห์นี้ เพื่อบรรลุข้อตกลงทางการค้าก่อนเส้นตายวันที่ 1 มี.ค. แต่การประชุมดังกล่าวถูกยกเลิกไปในที่สุด ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดันมากขึ้น โดยนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในวันพฤหัสบดี (24/1) ว่าสหรัฐและจีนต่างเห็นพ้องกับที่จะหาแนวทางในการยุติสงครามการค้าครั้งนี้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับว่า จีนจะยอมยกระดับการปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดกว้างตลาดให้มากขึ้นหรือไม่ โดยผู้แทนเจรจาการค้าจากทั้งสองฝ่ายจะเปิดเผยแถลงการณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าในการเจรจา หลังจากที่นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีได้หารือกับนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐในระหว่างวันที่ 30-31 ม.ค.นี้

ทั้งนี้ประเด็นที่ยากที่สุดคือการปฏิรูปโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ การเข้าถึงตลาดอย่างเท่าเทียมก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ รวมถึงประเด็นเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม นายรอสส์กล่าวว่า จีนได้ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าทางเทคโนโลยีและมีความกระตือรือร้นที่จะปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง

สำหรับประเด็นในประเทศ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค.2562 มีมูลค่า 19,381.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.72% เป็นการส่งออกลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 18,316.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 8.15% และเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบปี 2561 แต่ยังเกินดุลการค้ามูลค่า 1,064.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สาเหตุที่ทำให้การส่งออกเดือน ธ.ค.ติดลบ มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลง 6.6% สินค้าอุตสาหกรรมกลับมาติดลบ 0.8% สินค้าที่ลดลง สำหรับผลกระทบจากสงครามการค้าทั้งปี 2561 พบว่า มูลค่าหายไป 382.1 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการทางตรงสหรัฐลดลง 41.6% มูลค่าการส่งออกหายไป 421.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานจีนลดลง 5.8% มูลค่าส่งออกหายไป 438.6 ล้านเหรียญสหรัฐ และผลกระทบเชิงบวกจากการส่งออกทดแทนสินค้าจีนไปสหรัฐเพิ่มขึ้น 9.6% มูลค่าเพิ่ม 478 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.64-31.86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.66/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (2/1) ที่ระดับ 1.1373/77 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/1) ที่ระดับ 1.1397/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยมีรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตของเยอรมนี (MoM) ปรับตัวลดลงสู่ระดับร้อยละ -0.4 จากคาดการณ์ที่ร้อยละ -0.2 และต่ำกว่าของเดือนก่อนที่ร้อยละ 0.1 นักลงทุนกังวลกับตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอในยูโรโซน และกังวลกับปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงสงครามการค้า และความเป็นไปได้ที่อังกฤษอาจจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) โดยไม่ได้ทำข้อตกลง หรือ no-deal Brexit โดยในวันอังคาร (22/1) นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกมายืนยันว่าตนจะไม่สนับสนุนให้อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไม่มีการทำข้อตกลง รวมทั้งไม่สนับสนุนการขยายเวลาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU)

ทั้งนี้ เป็นเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (24/1) ธนาคารกลางยุโรป (ฺBCB) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เช่นดังเดิม ในการประชุมนโยบายทางการเงินที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23-24 มกราคมที่ผ่านมา โดย ECB ได้คงอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% พร้อมทั้งคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.40% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% โดยนายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้แสดงความคิดเห็นกล่าวว่า เศรษฐกิจยูโรโซนเผชิญความเสี่ยงในช่วงขาลง ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยระหว่างประเทศ ทั้งจากความไม่แน่นอนของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์, การกีดกันทางการค้า, ความเปราะบางในตลาดเกิดใหม่ ความผันผวนในตลาดการเงิน และข้อมูลเศรษฐกิจในระยะใกล้ของยูโรโซนก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ นายดรากียังได้กล่าวย้ำจุดยืนของ ECB ว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงช่วงฤดูร้อนในปี 2562 และมีโอกาสที่จะยังคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปหากมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันหลังจากไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นของยูโรโซน ปรับตัวลงสู่ระดับ 50.7 ในเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2556 หรือในรอบ 66 เดือน โดยลดลงจากระดับ 51.1 ในเดือน ธ.ค.ในสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1286-1.1407 ดอลลาร์สหรัฐยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/1) ที่ระดับ 1.1325/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (21/1) ที่ระดับ 109.47/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (19/1) ที่ 109.57/59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แม้จะมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลับปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปี 2562 ขึ้นร้อยละ 0.2 สู่ระดับร้อยละ 1.1 เนื่องจากการใช้มาตรการทางการคลังเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นภาษีการบริโภค ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้

สำหรับปี 2563 IMF คาดว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะชะลอลงสู่ระดับ 0.5% สืบเนื่องจากการปรับขึ้นภาษีตามแผน ต่อมาในวังอังคาร (22/1) มีการเปิดเผยตัวเลข BOJ Core CPI ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงสู่ระดับร้อยละ 0.4 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 0.5 โดยในวันพุธที่ผ่านมา (22/1) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOI) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นที่ระดับ -0.1% และคงเป้าหมายผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวไว้ใกล้กับระดับศูนย์ โดยนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมนโยบายการเงินว่า อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่คาดว่าเงินเฟ้อจะยังคงได้รับแรงผลักดันให้เคลื่อนตัวสู่เป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.13-109.99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดคลาดในวันศุกร์ (18/1) ที่ระดับ 109.83/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

 

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือสแกน QR Code

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอลลาร์สหรัฐ เบร็กซิต (Brexit)