เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
Economic จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
Business เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
Economic 7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
Politics ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
สามัญสำนึก ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
เนื้อแท้ บาร์โคล่า
คุยกับเอกราช เนื้อแท้ บาร์โคล่า
มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
Politics มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
Tech รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
Business CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
ดูทั้งหมด

พาณิชย์แจงการจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบผลิตไฟฟ้าทำเพื่อประโยชน์สูงสุดให้เกษตรกร ยันไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดทั้งสิ้น

06 ก.พ. 2562 | 09:16น.

กรมการค้าภายในชี้แจงการดำเนินการจัดหาผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มให้ กฟผ. โปร่งใส และได้พยายามเชิญชวนและอำนวยความสะดวกให้ผู้จำหน่ายปาล์มมาสมัครอย่างเต็มที่ พร้อมแจงสัญญาระหว่างผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มกับ กฟผ. ดำเนินการด้วยความชัดเจนและรัดกุม

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ มอบให้กระทรวงพลังงานโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 160,000 ตัน ไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท เพื่อดึงราคาผลปาล์มของเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้นนั้น ปรากฏว่ามีกระแสข่าวที่บิดเบือนทำให้เกษตรกรและประชาชน เกิดความเข้าใจผิดว่าการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากเกษตรกรมีการเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

กรมการค้าภายใน ขอชี้แจงดังนี้ การดำเนินการมาตรการดังกล่าว คณะอนุกรรมการบริหารและกำกับดูแลมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ (เฉพาะกิจ) ได้จัดสรรปริมาณการรับซื้อ จำแนกออกเป็น 4 กลุ่ม โดยในแต่ละกลุ่มกำหนดเป้าหมายรับซื้อให้สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตในแต่ละพื้นที่ ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี 64,000 ตัน กลุ่มที่ 2 กระบี่ พังงา ตรัง 54,000 ตัน กลุ่มที่ 3 นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี นราธิวาส 32,000 ตัน กลุ่มที่ 4 ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ตราด 10,000 ตัน และได้ประกาศรับสมัครผู้ประสงค์จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบเพื่อส่งมอบให้ กฟผ. ทั้งสิ้นจำนวน 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 2-8 ม.ค. 62 / ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-11 ม.ค. 62 / ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 15-18 ม.ค. 62 / ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 19-25 ม.ค. 62

ผลปรากฏว่าในการเปิดรับสมัครรอบที่ 1 มีผู้สมัครในกลุ่ม 1 เพียง 1 ราย และเสนอขายเพียง 2,000 ตันและภายหลังจากการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ ทำให้ในการขยายระยะเวลาสมัครครั้งที่ 2-3 มีผู้เข้ามาร่วมโครงการเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ 1 และ 2 แต่สำหรับในกลุ่มที่ 3 และ 4 ผู้ประกอบการยังไม่ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการ ส่งผลให้ราคารับซื้อผลปาล์มในพื้นที่ปรับลดลงเหลือกิโลกรัมละ 2.60 บาท จากเดิมที่ปรับสูงขึ้นกิโลกรัมละ 2.95 บาท ดังนั้น เพื่อให้แก้ไขสถานการณ์ราคาจึงได้ยกเลิกการกำหนดสัดส่วนปริมาณการรับซื้อในแต่ละกลุ่มเพื่อเปิดกว้างให้ผู้ที่มีศักยภาพสามารถเสนอขายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. และไปเร่งรัดให้มีการรวบรวมรับซื้อผลปาล์มดิบจากเกษตรกร ในการแก้ไขสถานการณ์ราคา

สรุปจำนวนผู้ประกอบธุรกิจที่สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 40 ราย โดยได้รับการอนุมัติจำนวน 32 ราย และเสนอขายน้ำมันปาล์มดิบเพื่อส่งมอบให้ กฟผ. จำนวน 111,000 ตัน แต่ก็ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งต้องผลักดันน้ำมันปาล์มดิบอีกจำนวน 49,000 ตัน จึงจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 160,000 ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกาศขยายระยะเวลารับสมัครเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 30 ม.ค.-15 ก.พ. 62 เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้พยายามเชิญชวนประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกให้ผู้จำหน่ายปาล์มมาสมัครอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ภายหลังจากปรับปรุงหลักเกณฑ์เงื่อนไขการเสนอจำหน่ายน้ำมันปาล์มเพื่อส่งมอบให้ กฟผ. ส่งผลให้สถานการณ์ราคารับซื้อผลปาล์มดิบจากเกษตรกรปรับเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับจนปัจจุบัน ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 2.90 บาท และคาดว่าจะปรับสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจบางรายขอยกเลิกและขอส่งคืนโควต้าการส่งมอบน้ำมันปาล์มให้ กฟผ. เนื่องจากต้นทุนการรับซื้อสูงขึ้นและอาจไม่สามารถรวบรวมเอกสารหลักฐานการรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรเพื่อส่งมอบได้ โดยมีผู้ประกอบธุรกิจจำนวน 3 ราย ขอยกเลิก (บจ.พีพีพี กรีน คอมเพล็กซ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ / บจ.ศรีเจริญปาล์มออยล์ จ.ชุมพร / บจ.นามหงส์น้ำมันปาล์ม จ.กระบี่) และขอปรับลดยอดส่งมอบ จำนวน 2 ราย (บจ.ปาล์มพัฒนาชายแดนใต้ จ.ปัตตานี คืน 2,000 ตัน / บจ.ป.พานิชรุ่งเรืองปาล์มออยล์ จ.สุราษฎร์ธานี คืน 3,000 ตัน)

สำหรับประเด็นเรื่องสัญญาระหว่างผู้จำหน่ายกับ กฟผ. ที่มีกระแสข่าวว่าไม่เป็นธรรมนั้น กรมการค้าภายในขอยืนยันว่าดำเนินการด้วยความชัดเจนและรัดกุม โดยเรื่องการจ่ายเงินให้ผู้เสนอขายจะได้รับชำระเงินร้อยละ 90 ของมูลค่าปาล์มน้ำมันที่ส่งมอบ ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 จะได้รับเมื่อนำหลักฐานการรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรในราคาที่แจ้งไว้ในสัญญา ทั้งนี้ ภาระค่าขนส่งผู้ขายจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด โดยอัตราค่าขนส่งทางเรือจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 0.6 บาท ประกอบด้วย ค่าขนถ่ายขึ้นและลงค่าขนส่งจากต้นทางถึงปลายทาง ค่าตรวจสอบคุณภาพโดย surveyor

ส่วนเงื่อนไขไม่ให้ผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มส่งมอบทางรถยนต์นั้น เพราะจากการกำหนดปริมาณการส่งมอบ งวดละไม่น้อยกว่า 2,000 ตัน หากเป็นการส่งมอบโดยทางรถยนต์จะส่งผลในทางปฏิบัติแก่ผู้จำหน่ายทั้งด้านการจัดการและประเด็นข้อกฎหมาย ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดให้การขนส่งในรถบรรทุกขนาดใหญ่ กำหนดไว้ 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น ซึ่งหากจะต้องขนส่งน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 2,000 ตันต่องวด จะต้องใช้รถบรรทุกจำนวน 67 คันในคราวเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความแออัดและยากต่อการบริหารจัดการการส่งมอบ – รับมอบ อีกทั้งยังส่งผลต่อสภาพการจารจรและมลภาวะในบริเวณโดยรอบ นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมมีภาระต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างการรอขนถ่ายที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย จึงกำหนดจุดส่งมอบ ณ ท่าเทียบเรือโรงไฟฟ้าบางปะกง เพื่อให้สะดวกต่อการรับมอบส่งมอบของทั้งผู้จำหน่ายและ กฟผ. อีกทั้งยังมีต้นทุนการจัดการและการขนส่งที่ต่ำกว่า

สำหรับอัตราค่ากรดไขมันอิสระ (FFA) ที่ต้องกำหนดอัตราไม่เกินร้อยละ 7 จากอัตราปกติที่ไม่เกิน ร้อยละ 5 เนื่องจากไม่ใช่น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค อย่างไรก็ตามหากค่า FFA เกินกว่าร้อยละ 7 (แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 9) จะมีค่าหักลดน้ำหนักที่ร้อยละ 0.5 ของปริมาณที่ส่งมอบ ส่วนการกำกับดูแลและการจ่ายชดเชยเพื่อป้องกันคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดจะเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารการรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรนับตั้งวันที่ได้ทำสัญญากับ กฟผ.จากนั้นจึงจะส่งเอกสารหลักฐานการรับซื้อไปยัง กฟผ. เพื่อจ่ายชำระเงินในส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 กรณีที่ไม่สามารถจัดหาหลักฐานการรับซื้อจากเกษตรกรได้ภายใน 60 วัน กฟผ. จะคิดค่าปรับอัตราร้อยละ 0.1 ต่อวัน ของยอดวงเงินที่ทำสัญญา

นอกจากนี้ตามที่มีกระแสข่าวว่าปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือในประเทศ มีจำนวน 700,000 ตัน ไม่เป็นความจริง เพราะหากถูกนำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า 160,000 ตัน ครบถ้วน จะเหลือน้ำมันปาล์มดิบในสต็อกเพียง 190,000 ต่ำกว่าสต็อกปกติที่มี คือ 250,000 ตัน และผลผลิตที่เพิ่มขึ้นกับอัตราที่ใช้ค่อนข้างจะสอดคล้องกัน เพราะฉะนั้นโอกาสที่สต๊อกน้ำมันคงเหลือในประเทศ มีจำนวน 700,000 ตัน จึงเป็นไปไม่ได้ การบิดเบือนข้อเท็จจริงข้อมูลดังกล่าว จะสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบเป็นอย่างมาก