เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กรุงศรี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.50-34.00 ลุ้นผลเลือกตั้งสหรัฐ
Finance กรุงศรี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ 33.50-34.00 ลุ้นผลเลือกตั้งสหรัฐ
ซูซูกิ ขยายเวลา ให้ส่วนลด 110,000 บาท หลัง SUZUKI FRONX กระแสแรงเกินคาด
Automotive ซูซูกิ ขยายเวลา ให้ส่วนลด 110,000 บาท หลัง SUZUKI FRONX กระแสแรงเกินคาด
ราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,300 บาท
‘แกรนด์ แอสเสท’ ปรับแผนธุรกิจรุก Branded Residence 3 ทำเล เร่งลดภาระหนี้ใน 3 ปี
Real Estate ‘แกรนด์ แอสเสท’ ปรับแผนธุรกิจรุก Branded Residence 3 ทำเล เร่งลดภาระหนี้ใน 3 ปี
ฮั่วเซ่งเฮง มองทองคำฟื้นตัวระยะสั้น หลังเผชิญแรงเทขายหนัก ทองแท่งลุ้น 63,000 บาท
Finance ฮั่วเซ่งเฮง มองทองคำฟื้นตัวระยะสั้น หลังเผชิญแรงเทขายหนัก ทองแท่งลุ้น 63,000 บาท
ZEEKR ปลื้ม กวาดยอดขายรถอีวี แตะ 10,000 คัน
EV ZEEKR ปลื้ม กวาดยอดขายรถอีวี แตะ 10,000 คัน
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ธนารักษ์ นำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ บริการประชาชน พ.ย. 69
Finance ธนารักษ์ นำรถรับแลกคืนเหรียญกษาปณ์เคลื่อนที่ บริการประชาชน พ.ย. 69
หุ้นไทยยังเสี่ยงเป็นขาลง! จับตาเลือกตั้งสหรัฐ โบรกฯ ชู BDMS-HANA หลบภัย
Finance หุ้นไทยยังเสี่ยงเป็นขาลง! จับตาเลือกตั้งสหรัฐ โบรกฯ ชู BDMS-HANA หลบภัย
อีสานตอนบน ชง ‘ครม.สัญจร อุดรฯ’ 170 โครงการ 7.8 หมื่นล้าน
Politics อีสานตอนบน ชง ‘ครม.สัญจร อุดรฯ’ 170 โครงการ 7.8 หมื่นล้าน
ดูทั้งหมด

บาทอ่อนค่าช่วงท้ายสัปดาห์ ตลาดรอจับตาดูการเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน

08 ก.พ. 2562 | 20:46น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (4/2) ที่ระดับ 31.29/31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 31.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนีั้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวในทิศทางแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก ๆ โดยตลอดทั้งสัปดาห์ เนื่องมาจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ โดยเมื่อคืนวันศุกร์ (1/2) กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 304,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 170,000 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 54.9 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน จากระดับ 53.8 ในเดือนธันวาคม สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนวันพุธ (6/2) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 11.5% สู่ระดับ 4.93 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ขาดดุลที่ติดต่อกัน 5 เดือน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.40 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากแตะระดับ 5.57 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม นอกจากนี้สหรัฐยังขาดดุลการค้าต่อจีนลดลงสู่ระดับ 3.79 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายนหลังจากแตะระดับ 4.31 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม

ทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวในระหวางแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรสในช่วงเช้าวันพุธ (6/2) ตามเวลาในประเทศไทย โดยนายทรัมป์ได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายการค้าต่างตอบแทน  (Reciprocal Trade Act) พร้อมระบุว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐจะต้องมีการแก้ไขในประเด็นโครงสร้างและการขาดดุล อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงรอจับตาดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยเมื่อวันศุกร์ (8/2) แหล่งข่าวจากรัฐบาลสหรัฐ เปิดเผยว่า การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีแนวโน้มอย่างมากที่จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 1 มีนาคม ทั้งนี้ หากทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าก่อนวันดังกล่าว สหรัฐก็จะเดินหน้าเพิ่มการเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับ 25% จากเดิม 10% ในขณะนี้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันพุธ (6/2) มีมติคง
อัตราดอกเบีี้ยนโยบายที่ 1.75% ตามที่ตลาดคาดไว้ ด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 2 ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งนับตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 4% นำสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค ด้วยแรงหนุนจากแนวโน้มการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสหรับ ทั้งนี้คณะกรรมการ กนง.มองว่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาค และทางการมีความพร้อมที่จะเข้าดูแลหากเงินเคลื่อนไหวผันผวนมากเกินไป อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าอย่างมากเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก ๆ ในวันศุกร์ (8/2) จากปัจจัยภายในประเทศ ทั้งนี้โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.22-31.48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.48/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (4/2) ที่ระดับ 1.1454/56 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 1.1467/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทั้งนี้ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ตลอดทั้งสัปดาห์ จากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ซบเซาของยูโรโซน โดยไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (5/2) ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน อยู่ที่ระดับ 51.0 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 หรือในรอบ 66 เดือน ลดลงจากระดับ 51.1 ในเดือนธันวาคม แต่ปรับตัวขึ้นจากตัวเลขเบื้องต้นเดือนมกราคมที่ระดับ 50.7

นอกจากนี้ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนธันวาคมปรับตัวลดลง 1.6% จากเดือนพฤศจิกายน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับตัวขึ้น 0.3% นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวเพียง 1.3% ในปีนี้ (2019) ลดลงจากระดับ 1.9% ในปีที่แล้ว (2018) และคาดว่าในปีหน้า (2020) เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวที่ระดับ 1.6% ขณะที่ก่อนหน้านี้ EC คาดการณ์ว่าเศราฐกิจยูโรโซนจะมีการขยายตัว 1.9% ในปีนี้ และ 1.7% ในปีหน้า พร้อมกันนี้ EC ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของ EU ซึ่งไม่รวมสหราชอาณาจักร จะขยายตัวเพียง 1.5% ในปีนี้ ลดลงจากระดับ 2.1% ในปีที่แล้ว และคาดว่าจะดีดตัวสู่ระดับ 1.8% ในปีหน้า โดย EC ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงนั้น มาจากผลกระทบของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ และหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1323-1.1466 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/2) ที่ระดับ 1.1325/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (4/2) ที่ระดับ 109.55/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 108.91/93 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น เนื่องมาจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นในวันพุธ (6/2) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวย้ำในการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส โดยกล่าวยืนยันที่จะสร้างกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐ และเม็กซิโกทางชายแดนตอนใต้ ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อสภาคองเกรสอีกครั้ง และนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ อีกทั้งความกังวลว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนอาจจะไม่คืบหน้า

นอกจากนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้เปิดเผยในวันศุกร์ (8/2) ว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 4.528 แสนล้านเยน (4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำสถิติเกินดุลติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 54 เดือน โดยรายงานเบื้องต้นของกระทรวงการคลังระบุว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้าสินค้าในเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 2.162 แสนล้านเยน ขณะทีี่ยอดขาดดุลการบริการอยู่ที่ระดับ 1.142 แสนล้านเยน ส่วนตลอดปี 2561 นั้น ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งสิ้น 19.93 ล้านล้านเยน ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.43-110.16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/2) ที่ระดับ 109.88/90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ