เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

บาทอ่อนค่าช่วงท้ายสัปดาห์ ตลาดรอจับตาดูการเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน

08 ก.พ. 2562 | 20:46น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (4/2) ที่ระดับ 31.29/31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 31.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนีั้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวในทิศทางแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก ๆ โดยตลอดทั้งสัปดาห์ เนื่องมาจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ โดยเมื่อคืนวันศุกร์ (1/2) กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 304,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 170,000 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 54.9 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน จากระดับ 53.8 ในเดือนธันวาคม สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนวันพุธ (6/2) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 11.5% สู่ระดับ 4.93 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ขาดดุลที่ติดต่อกัน 5 เดือน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.40 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากแตะระดับ 5.57 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม นอกจากนี้สหรัฐยังขาดดุลการค้าต่อจีนลดลงสู่ระดับ 3.79 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายนหลังจากแตะระดับ 4.31 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม

ทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้กล่าวในระหวางแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรสในช่วงเช้าวันพุธ (6/2) ตามเวลาในประเทศไทย โดยนายทรัมป์ได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายการค้าต่างตอบแทน  (Reciprocal Trade Act) พร้อมระบุว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างจีนและสหรัฐจะต้องมีการแก้ไขในประเด็นโครงสร้างและการขาดดุล อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงรอจับตาดูการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยเมื่อวันศุกร์ (8/2) แหล่งข่าวจากรัฐบาลสหรัฐ เปิดเผยว่า การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีแนวโน้มอย่างมากที่จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันกำหนดเส้นตายวันที่ 1 มีนาคม ทั้งนี้ หากทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าก่อนวันดังกล่าว สหรัฐก็จะเดินหน้าเพิ่มการเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับ 25% จากเดิม 10% ในขณะนี้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันพุธ (6/2) มีมติคง
อัตราดอกเบีี้ยนโยบายที่ 1.75% ตามที่ตลาดคาดไว้ ด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 2 ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งนับตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 4% นำสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค ด้วยแรงหนุนจากแนวโน้มการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสหรับ ทั้งนี้คณะกรรมการ กนง.มองว่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาค และทางการมีความพร้อมที่จะเข้าดูแลหากเงินเคลื่อนไหวผันผวนมากเกินไป อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าอย่างมากเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก ๆ ในวันศุกร์ (8/2) จากปัจจัยภายในประเทศ ทั้งนี้โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.22-31.48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.48/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (4/2) ที่ระดับ 1.1454/56 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 1.1467/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทั้งนี้ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ตลอดทั้งสัปดาห์ จากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ซบเซาของยูโรโซน โดยไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (5/2) ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน อยู่ที่ระดับ 51.0 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 หรือในรอบ 66 เดือน ลดลงจากระดับ 51.1 ในเดือนธันวาคม แต่ปรับตัวขึ้นจากตัวเลขเบื้องต้นเดือนมกราคมที่ระดับ 50.7

นอกจากนี้ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนธันวาคมปรับตัวลดลง 1.6% จากเดือนพฤศจิกายน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับตัวขึ้น 0.3% นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวเพียง 1.3% ในปีนี้ (2019) ลดลงจากระดับ 1.9% ในปีที่แล้ว (2018) และคาดว่าในปีหน้า (2020) เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวที่ระดับ 1.6% ขณะที่ก่อนหน้านี้ EC คาดการณ์ว่าเศราฐกิจยูโรโซนจะมีการขยายตัว 1.9% ในปีนี้ และ 1.7% ในปีหน้า พร้อมกันนี้ EC ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของ EU ซึ่งไม่รวมสหราชอาณาจักร จะขยายตัวเพียง 1.5% ในปีนี้ ลดลงจากระดับ 2.1% ในปีที่แล้ว และคาดว่าจะดีดตัวสู่ระดับ 1.8% ในปีหน้า โดย EC ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงนั้น มาจากผลกระทบของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ และหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1323-1.1466 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/2) ที่ระดับ 1.1325/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (4/2) ที่ระดับ 109.55/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/2) ที่ระดับ 108.91/93 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น เนื่องมาจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นในวันพุธ (6/2) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวย้ำในการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส โดยกล่าวยืนยันที่จะสร้างกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐ และเม็กซิโกทางชายแดนตอนใต้ ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อสภาคองเกรสอีกครั้ง และนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ อีกทั้งความกังวลว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนอาจจะไม่คืบหน้า

นอกจากนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้เปิดเผยในวันศุกร์ (8/2) ว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 4.528 แสนล้านเยน (4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำสถิติเกินดุลติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 54 เดือน โดยรายงานเบื้องต้นของกระทรวงการคลังระบุว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลการค้าสินค้าในเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 2.162 แสนล้านเยน ขณะทีี่ยอดขาดดุลการบริการอยู่ที่ระดับ 1.142 แสนล้านเยน ส่วนตลอดปี 2561 นั้น ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งสิ้น 19.93 ล้านล้านเยน ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.43-110.16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/2) ที่ระดับ 109.88/90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ