ธปท.เดินหน้าระบบชำระเงินดิจิทัล ชูแผนกลยุทธ์ฉบับที่ 4 เน้นส่งเสริมนวัตกรรม-เพิ่มความปลอดภัยระบบข้อมูล
ธปท.เดินหน้าระบบชำระเงินดิจิทัล ชูแผนกลยุทธ์ฉบับที่ 4 เน้นส่งเสริมนวัตกรรม-เพิ่มความปลอดภัยระบบข้อมูล ตั้งเป้าคนใช้งานเป็นทางเลือกหลัก
เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2562 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดแถลงแผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงิน ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2562-2564) โดย “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ในปี 2561 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนฯ ฉบับที่ 3รอหุ
จะเห็นได้ว่า การใช้ Digital Payment เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยในปี 2561 เพิ่มมาอยู่ที่ 5,868 ล้านรายการต่อปี หรือเพิ่ม 83% จากปี 2559 ทั้งนี้ เห็นได้จากการใช้ Digital Payment ของรายย่อยโตขึ้นถึง 115% ขณะที่อินเตอร์เน็ต/โมบายแบงกิ้งโตขึ้นถึง 260% จำนวนบัญชีโมบายแบงกิ้งเพิ่ม 47 ล้านบัญชี หรือเพิ่มเท่าตัว
ด้านการโอนเงินผ่านสาขาก็ลดลงไป 30% เนื่องจากคนหันมาใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่นเดียวกับการโอนเงินผ่าน ATM ที่ลดลง 34% ด้านการใช้เช็คก็มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งปริมาณและมูลค่า ลดลงประมาณปีละ 6.6-6.7% และที่สำคัญ ในปี 2561 การถอนเงินสดผ่าน ATM ลดลงเป็นครั้งแรก จากเดิมที่จะเพิ่มปีละ 2-3%
“ถ้าดูการใช้ Digital Payment ต่อคนต่อปีของประเทศไทย จากตอนที่เริ่มทำเรื่องพร้อมเพย์เมื่อปี 2559 อยู่ที่ 49 ครั้งต่อคนต่อปี น้อยกว่ามาเลเซียเท่าตัว แต่ในปี 2561 เราเพิ่มเป็น 89 ครั้งต่อคนต่อปี ก็ยังตามหลังหลายประเทศอยู่ อย่างสิงคโปร์ที่สูงถึง 770 ครั้งต่อคนต่อปี จึงยังมีโอกาสที่เราจะทำได้อีกมาก” นายวิรไทกล่าว

ทั่งนี้ สำหรับ “ก้าวต่อไปของ Digital Payment” นายวิรไทกล่าวว่า ตามแผนกลยุทธ์ระบบการชำระเงิน ฉบับที่ 4 ในอีก 3ปีข้างหน้า ธปท.ตั้งโจทย์ในการทำให้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นทางเลือกหลักไม่ใช่แค่อีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งเท่านั้น โดยแผนดังกล่าวจะถูกดำเนินการภายใต้กรอบการพัฒนา 5 ด้าน หรือ 5I
นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธปท. กล่าวว่า I แรกคือ Interoperable Infrastructure หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินให้ได้มาตรฐานพร้อมเชื่อมโยง ที่ทุกภาคส่วนจะเชื่อมโยงกันได้และร่วมกันพัฒนาไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ซึ่งจะก่อให้เกิดการเสียทรัพยากรบุคคลและต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งด้านเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการบริหารความเสี่ยงของระบบพร้อมเพย์ ซึ่งระบบกลางอย่าง ITMX ได้เพิ่มความสามารถในการรองรับจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าของช่วงพีคต่อวินาที ยังมีการนำมาตรฐาน ISO20022 มาใช้เพื่อรองรับการส่งข้อมูลทางธุรกิจและการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ และออกมาตรฐาน Biometrics สำหรับการยืนยันตัวตนในกระบวนการ e-KYC
“e-KYC ยังอยู่ระหว่างการทดสอบอยู่ ต้องรอผลการทดสอบ ซึ่งจะต้องดูให้รอบคอบและให้เกิดความมั่นใจมากที่สุดก่อนที่จะการนำมาใช้จริง” นางสาวสิริธิดากล่าว
ส่วน I ที่ 2 คือ Innovation หรือ การส่งเสริมนวัตกรรมและบริการชำระเงิน ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น พัฒนาบริการโอนเงินชำระเงินระหว่างประเทศ ที่ทำให้ต้นทุนต่ำและเพิ่มจำนวนให้ผู้เข้ามาใช้งานเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ส่วน I ที่ 3 คือ Inclusion หรือ การส่งเสริมการเข้าถึงและใช้บริการชำระเงิน ที่ปัจจุบันแม้จะมีผู้ใช้บริการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น แต่ก็ถือว่ายังไม่แพร่หลาย ดังนั้นจึงสร้างความรู้ความเข้าใจในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ได้มีโครงการของภาครัฐอย่างอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านมาช่วยผลักดันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อีกด้วย
ขณะที่ I ที่ 4 คือ Immunity หรือ การกำกับดูแลและบริหารความเสี่ยง โดยจะสร้างภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ของผู้ใช้บริการได้อย่างเหมาะสม
และสำหรับ I ที่ 5 คือ Information หรือ การพัฒนาข้อมูลชำระเงิน โดยเชื่อมโยงข้อมูลการชำระเงินอย่างบูรณาการเพื่อใช้ในการต่อยอดและนำไปวิเคราะห์เชิงลึกต่อไปได้ โดยเรื่องข้อมูลการชำระเงินเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญที่ทำให้มีระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ซึ่งจะอยู่ภายใต้ธรรมาภิบาลข้อมูล และ พ.ร.บ ข้อมูลส่วนบุคคล
นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา ที่มีปัญหาระบบล่ม เกิดจากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งก็มีการเรียนรู้และแก้ปัญหากันมาตลอด โดยขณะนี้ก็มีการเพิ่มความสามารถในการรองรับธุรกรรมของระบบ (คาปาซิตี้) ให้มากขึ้น อย่างบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ (ITMX) ก็ขยายการรองรับธุรกรรมได้ 2 เท่าในช่วงที่มีปริมาณธุรกรรมสูงสุด (พีค) และจะเพิ่มมากขึ้นอีกในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า