กกต.ทำข้อสอบ 186 คดีร้อน แก้โจทย์สอบตก-นับคะแนนเลือกตั้ง
7 อรหันต์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยุค “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กำลังกลายเป็นตำบลกระสุนตก-ตกอยู่ในกระทะทองแดง และอาจ “สอบตก” ในการจัดการเลือกตั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกที่ประเดิมสนาม
เพราะหลังปิดหีบเลือกตั้ง 24 มี.ค. กลับมีข้อร้องเรียนปัญหา-ข้อบกพร่องสารพัด
ปัญหาที่ “ชุลมุน” ที่สุดคือข้อบกพร่อง เรื่อง “นับคะแนนบัตรเลือกตั้ง” ตัวอย่างเช่น “สุรชาติ เทียนทอง” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 9 กทม. พรรคเพื่อไทย ออกมาโวยว่า บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าของเขต 9 ถูกส่งไปนับคะแนนที่เขต 1 จนส่งผลให้บัตรทั้งหมดกลายเป็นบัตรเสีย
จึงปรึกษากับทีมกฎหมายพรรค เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในเขต 9 ใหม่
ขณะที่ “อดิศร โพธิ์อ่าน” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 ดินแดง-ห้วยขวาง พรรคอนาคตใหม่ ร้อง กกต.ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ เพราะพบการทุจริตในขั้นตอนการนับคะแนนหลายหน่วยเลือกตั้ง ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่ 2 โรงเรียนวัดอุทัยธาราม พบบัตรกาทับหมายเลข 2 พรรคพลังประชารัฐ ขานให้เป็นดี ส่วน “อรพินทร์ เพชรทัต” ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ ได้เข้ายื่นหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขอให้ กกต.สั่งนับคะแนนใหม่
เพราะเจ้าหน้าที่เอาตัวบังขณะนับคะแนน ทำให้ผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถตรวจสอบการนับคะแนนได้
มิหนำซ้ำ ในช่วงค่ำของวันเลือกตั้ง “อิทธิพร” แถลงภาพรวมการเลือกตั้ง เป็นนัดสุดท้ายของวัน เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับเรื่องการหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ประธาน กกต.ตอบสั้น ๆ ว่า
“ตอนนี้ผมไม่มีเครื่องคิดเลขอยู่ ในมือถือหนูมีเครื่องคิดเลข กรุณาคิดให้แทนผมได้มั้ยครับ ครับ ใช้เครื่องได้นะครับ”
ทุกปมร้อน กลายมาเป็นการ “จับผิด 7 กกต.” จนมีแฮชแท็กว่า #กกต.โป๊ะแตก #กกต.ไม่มีเครื่องคิดเลข
บานปลายจนถึงขั้น “ล่ารายชื่อ” ถอดถอน ผ่าน Change.org ถอดถอน กกต.ทั้ง 7 คน ตั้งเป้าให้ครบถึง 1 ล้านชื่อ
ในจังหวะที่ก้อนหิน-ก้อนอิฐ ทั้งโลกออฟไลน์-ออนไลน์ ที่ถาโถมมายัง กกต.ว่าเอนเอียงเข้าข้างพรรคฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล คสช. หรือไม่
ในวงประชุม ส.ส.เพื่อไทย ได้แจ้งข้อพบพิรุธเกี่ยวกับความผิดปกติในการเลือกตั้ง และบางเขตเลือกตั้งอยากให้ฝ่ายกฎหมายพรรคร้อง กกต.ให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ทั้งจังหวัด
“สมคิด เชื้อคง” ว่าที่ ส.ส.อุบลราชธานี เล่าบรรยากาศในพรรคเพื่อไทยว่า มีหลายจังหวัดที่พบความผิดปกติในการเลือกตั้ง มีการพูดกันในกลุ่ม ส.ส.ว่า ถ้า กกต.เล่นไม่ซื่อกันอย่างนี้ ให้เลือกตั้งใหม่เลยดีกว่า ยอมเหนื่อย
บนเวทีจับขั้วตั้งรัฐบาลและพันธมิตรพรรคเพื่อไทย 7 พรรค นอกจากชูจุดยืนจัดตั้งรัฐบาล 255 เสียง จึงพ่วงวาระ “ไล่บี้” กกต.เพิ่มเข้าไปอีก โดยเฉพาะอาการการ “กั๊ก” ไม่ประกาศผลเลือกตั้งให้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังเก็บ 5 เปอร์เซ็นต์จนกว่าจะถึงเดดไลน์รับรองผลเลือกตั้ง 9 พ.ค. เพื่อนำคะแนนมาคิด-การันตี เป็นที่นั่ง ส.ส.ว่ามี 255 จริงหรือไม่
เบื้องหลังเกมบีบ กกต. โดยพรรคการเมืองพันธมิตรพรรคเพื่อไทย แกนนำรายหนึ่งที่อยู่ร่วมบนเวที บอกว่า เป็นวิธีที่ “ขู่” กกต.ให้หนัก ๆ จากนั้นเพียง 24 ชั่วโมง กกต.ก็ยอม “คาย” ผลเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ออกมา
พลังประชารัฐได้ 8,433,137 คะแนน เพื่อไทย 7,920,630 คะแนน อนาคตใหม่ 6,265,950 คะแนน ประชาธิปัตย์ 3,947,726 คะแนน ภูมิไจไทย 3,732,883 คะแนน จากยอดผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมด 38,268,375 คน
แต่สิ่งที่เป็นจุดพลิก-ชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลบนเส้นตายอยู่ราว 40 กว่าวันเศษ ที่ กกต.จะต้องชี้ขาดให้ใบเหลือง ใบส้ม
ตัวเลขคำร้องล่าสุด มี 186 เรื่อง แบ่งเป็นกรณีที่เป็นความปรากฏ 40 เรื่อง (กกต.-ผู้ตรวจการเลือกตั้งของ กกต.พบเห็น) และคดีที่มีผู้ร้องเข้ามาอีก 71 เรื่อง
ตามกฎหมายเลือกตั้ง 2561 มาตรา 132 ระบุว่า ถ้าคณะกรรมการสืบสวนหรือไต่สวนแล้วเห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดกระทําการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครที่กระทําการเช่นนั้นทุกรายไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการมีคําสั่ง และในกรณีที่ผู้นั้นได้คะแนนอยู่ในลําดับที่จะได้รับการเลือกตั้ง ให้สั่งยกเลิกการเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่
ดังนั้น หาก กกต.พบทุจริตให้มีการเลือกตั้งใหม่ ย่อมส่งผลต่อการนับคะแนนพ็อปพูลาร์โหวต ที่จะนำมาสู่การคำนวณปาร์ตี้ลิสต์
ตามสถิติการแจกใบเหลือง-แดง 2544-2558 สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) 98 ใบ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งm(ใบแดง) 45 ใบ หลังการเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 กกต.แจกใบเหลืองกรณีทุจริต ประชาธิปัตย์ 2 ราย ภูมิใจไทย 3 ราย ส่วนใบแดง กกต.แจกให้ภูมิใจไทย 4 ใบ พรรคเพื่อไทย 1 ใบ ประชาธิปัตย์ 1 ใบ
แต่การแจกใบแดงที่เป็น “จุดเปลี่ยน” การเมืองในรอบ 1 ทศวรรษของ กกต. คือ การแจกใบแดง 3 ใบ หลังการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2551 ให้กับ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน “สุนทร วิลาวัลย์” รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และ “มณเฑียร สงฆ์ประชา” รองเลขาธิการพรรคชาติไทย เป็นเหตุให้ 3 พรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค
กระทั่ง “พลังประชาชน” แปลงร่างเป็น “เพื่อไทย” ชาติไทย เปลี่ยนเป็น “ชาติไทยพัฒนา” ส่วน “มัชฌิมาธิปไตย” กลายมาเป็นกลุ่ม 3 มิตร กำลังหลักในพรรคพลังประชารัฐ