เกษตรแจงข้าวโพดประชารัฐ ไม่ใช่ต้นเหตุเกิดจุดความร้อน
ภายหลังจากการนำเสนอบทความของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ 21 เม.ย. 62 เรื่อง “โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังการทำนา” เป็นสาเหตุของการที่ทำให้เกิดจุดความร้อนในปีนี้นั้น นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้
โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น เป็นการสนับสนุนให้ชาวนาปลูกข้าวโพดในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 61 ซึ่งเป็นช่วงหลังฤดูทำนาประกอบกับโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้ชาวนาลดพื้นที่ทำนาปรังมาปลูกข้าวโพดทดแทนเพื่อรักษาปริมาณผลผลิตข้าวไม่ให้ล้นตลาด “โดยพื้นที่ปลูกข้าวโพดจึงอยู่ในพื้นที่ทำนาข้าวเดิมซึ่งเป็นที่ราบ ไม่ใช่พื้นที่ป่าเขาแต่อย่างใด” ประกอบกับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการต้องลงทะเบียนการปลูกข้าวโพดก่อน เพราะรัฐมีโครงการช่วยทำประกันภัยพืชผลให้ไร่ละ 65 บาท จึงทำให้สามารถตรวจสอบบริเวณและจำนวนพื้นที่ปลูกข้าวโพดได้ชัดเจนซึ่งสามารถยืนยันการปลูกได้จำนวน 724,931ไร่ เกษตรกร 87,563 ราย ใน 37 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการฯ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ไม่ได้เป็นจำนวนล้านไร่ตามที่บทความอ้างถึงแต่อย่างใด
รวมทั้งโครงการเสริมพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดครั้งนี้ รัฐไม่ได้อุดหนุนให้ชาวนาไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือนเหมือนปีก่อน ๆ แต่ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นรัฐประสานงานกับสมาคมผู้ค้าอาหารสัตว์ให้เข้าไปรับซื้อข้าวโพดผ่านสหกรณ์การเกษตรซึ่งเป็นสถาบันเกษตรแทนการสนับสนุนเงินงบประมาณไร่ละ 2,000 บาท
นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงจากรายงานของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและเครื่องมือวัดจุดความร้อนดำเนินการตรวจสอบพื้นที่กำหนดจุดความร้อน (hot spot) แล้วไม่ปรากฏว่ามีจุดความร้อนเกิดขึ้นในพื้นที่โครงการเสริมพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนาแต่อย่างใด
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าโครงการสานพลังประชารัฐฯ จึงไม่ใช่สาเหตุของการเกิดจุดความร้อน ในทางตรงข้ามปีนี้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการฯ จะมีรายได้จากการขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน เนื่องจากไม่มีปัญหาผลผลิตล้นตลาด นับเป็นการเริ่มปฏิรูปภาคการเกษตรตามแนวทางการตลาดนำการผลิตที่เกษตรกรลงมือทำแล้วมั่นใจว่าจะมีตลาดรองรับผลผลิต ไม่ต้องเรียกร้องให้รัฐบาลไปช่วยอุดหนุนหรือชดเชยต้นทุนการผลิตในรูปโครงการรับจำนำหรือประกันราคาผลผลิตที่ใช้งบประมาณรัฐจำนวนมากเหมือนในอดีตที่ผ่านมา