เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

รองอธิบดีกรมอุทยานควงดร.ธรณ์เช็คสุขภาพ”เลพัง” แนะสำรวจประชากรจระเข้น้ำเค็มรอบใหม่

08 ก.ย. 2560 | 16:42น.

วันนี้ 8 ก.ย.60 เวลา 10.30 น. ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ นายไพบูลย์ บุญลิปตานนท์ ประมงจ.ภูเก็ต และคณะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวแก่สื่อมวลชน กรณีการจัดการจระเข้ที่จับตัวมาได้จากขุมน้ำในพื้นที่บางเทา อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

นายปิ่นสักก์ กล่าวว่า หลังจากมีประเด็นนี้เกิดขึ้นได้รับการประสานจากอธิบดีกรมประมง ร่วมกันอนุรักษ์สัตว์ป่าให้ความสำคัญตรวจสุขภาพสัตว์ป่า ทางอธิบดีห่วงใยเป็นสัตว์ป่าหายาก ถ้าเป็นจระเข้น้ำเค็มธรรมชาติแท้จริงต้องร่วมกันอนุรักษ์ได้ตั้งทำทีมขึ้นมาเพื่อทำงานนี้ให้จระเข้ได้อยู่ในที่ดีที่สุด มีการพิสูจน์จระเข้ต้องใช้กายภาพวิทยาศาสตร์มาช่วยจัดการข้อมูลได้ประสานดร.ธรณ์มีหมอตรวจสุขภาพสัตว์ให้จัดการตามที่กรมประมงขอร้องมาให้อยู่ในที่ดีที่สุดเพื่อความปลอดภัยของคนและจระเข้ ทีมงานหลักคือกรมประมง กรมอุทยานฯ ศูนย์วิจัยสุขภาพจระเข้ม.มหิดลศูนย์เใาระวังติดตามสัตว์ป่าสัตว์อพยพม.มหิดล และ ม.เกษตรศาสตร์ นำสัตวแพทย์ตรวจพิสูจน์สุขภาพตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์สายพันธุ์จระเข้ฯลฯใช้เวลา1-2อาทิตย์ของตัวนี้จะทำดีเอ็นเอแบ๊งค์ไว้อ้างอิงในอนาคต

“การจับจระเข้ตรวจวันนี้ได้ทีมไกรทอง 1 และ 2 จากสุราษฏร์ธานีมาช่วยกันจับมัดปากจระเข้ใช้กระสอบให้บอบช้ำน้อยที่สุดให้ปลอดภัยตรวจจากปลายจมูกถึงปลายหางวัดความยาวเก็บตัวอย่างเลือดเซลล์เยื่อบุต่างๆ แนวทางสำคัญต้องตรวจว่าสายพันธุ์แท้หรือกึ่งแท้จากนั้นทำให้มันอยู่ดีที่สุดถ้าเป็นจระเข้น้ำเค็มต้องอยู่ในธรรมชาติที่เหมาะสมปลอดภัย ถ้าเป็นกึ่งไฮบริดจ์หรือลูกผสมต้องไปอยู่ในที่เหมาะสมต่อคน สัตว์ระบบนิเวศ”นายปิ่นสักก์ กล่าว

ด้าน ดร.ธรณ์ กล่าวว่า ดีเอ็นเอที่ได้วันนี้ใช้เวลา 1-3 สัปดาห์ตามที่สัตวแพทย์บอกไว้จะได้สรุปชัดเจนว่าเป็นสายพันธ์แท้ธรรมชาติหรือลูกผสม กรณีที่เป็นสายพันธุ์แท้ต้องปล่อยคืนธรรมชาติ ถามว่า ที่ไหนต้องเป็นการตัดสินใจร่วมกันของพื้นที่ว่าเราจะยินดีตรงไหนส่วนไหนของภูเก็ตแต่ถ้าสมมติเป็นที่อื่นของกรมอุทยานต้องปรึกษานักวิชาการดูอาจเป็นอุทยานห่างไกลไม่มีคนเรามีตัวเลือกหลายแห่งพอสมควร ในส่วนถ้าเป็นสายพันธุลูกผสมคงต้องมาถึงขั้นตอนแรกคงไม่ปล่อยให้อยู่ในบ่อเล็กนี้ตลอดไปเราจะไปสู่พื้นที่กึ่งปิดมีธรรมชาติกั้นคอกไว้ ต้องมีการดูกันว่าควรจะอยู่แถวไหนของภูเก็ตจะว่ากันอีกที

“ผมเสนอชัดเจนในเรื่องจระข้น้ำเค็มข้อมูลทางวิชาการไม่มีมานานแล้ว ตอนนี้เริ่มมีที่กระบี่ มาที่ภูเก็ตออาจมีที่อื่นอีก เราควรเริ่มทำการสำรวจใหม่ให้ชัดเจนตามป่าชายเลนระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล และ บางพื้นที่ในอ่าวไทยเพื่อให้ชัดว่ามันยังมีแหล่งอาศัยทางธรรมชาติของจระเข้น้ำเค็มอยู่ เพราะบางตัวอาจเข้ามาทางพม่า มาเลเซียได้ และในระหว่างนี้เสนอกรมประมงถ้ามีบ่อใหญ่กว่านี้กรมประมงคงต้องย้ายเขาไป อย่างน้อย จระเข้ตัวนี้ชื่อเลพัง ตั้งชื่อตามแหล่งที่พบต้องอยู่ที่ศูนย์วิจัย ฯไม่ต่ำกว่า 2-3 อาทิตย์กว่าผลพิสูจน์ต่างๆจะออกหรือนานกว่านั้นขอฝากให้กรมประมงย้ายไปอยู่ในบ่อที่ใหญ่ขึ้น ส่วนการท่องเที่ยวชมจระเข้จะได้ในพื้นที่กึ่งปิดต่างๆ

ที่สำคัญที่สุดกรณีของ “เลพัง”อาจเป็นเลพังโมเดลที่ทำให้เราหันกลับมาสนใจจระเข้น้ำเค็มอีกก่อนหน้านี้มีข่าวว่าเจอเขายิงเขาทุกคนเสียดายไม่ได้ประโยชน์อะไรดังนั้นขั้นตอนการจัดการตามหลักวิชาการทุกอย่างและคนสนใจมากเลพังโมเดลทำให้คนกลับมามองสัตว์ตามธรรมชาติที่มนุษย์เข้าอาศัยหรือตามพื้นที่อื่นๆหลงเหลืออยู่ในพื้นที่เดิมและมนุษย์เข้าไปให้รู้ว่าเขาไม่อยากทำร้ายมนุษย์เพียงแต่เขาอาจรู้สึกอันตรายป้องกันตัวเท่านั้นกรณีนี้แสดงว่าคนไทยห่วงสัตว์ธรรมขาติและยังมีอีกหลายกรณีที่ทำต่อไปขอให้คนไทยรักสัตว์ธรรมชาติเข้าใจเขามาช่วยตัดสินใจจะเอาอย่างไรนั่นคือสิ่งที่เลพังมอบให้คนภูเก็ตทุกคน

ตัวนี้เป็นตัวแรกที่มีการพบในธรรมชาติที่มีขั้นตอนว่าพบเราจับมาพิสูจน์กันให้ชัดเจนวางแผนเป็นขั้นตอนเป็นการเรียนรู้ของภาครัฐด้วยผู้คนสนใจกัน มากเป็นกรณีต้นแบบของต่อไปอีกหลายกรณี และแต่ละจังหวัดพื้นที่มีความแตกต่างกัน เป็นเรื่องคนในพื้นที่ร่วมกันตัดสินใจกับทางภาครัฐ หน่วยงานที่อยู่ในจังหวัดว่าจะปล่อยคืนหรือจะรับเพราะคนในพื้นที่ต้องอยู่กับเขาต่อไป ทางเรายังมีอุทยานหลายแห่งเกาะตะรุเจตาต่างๆเหล่านี้ ถ้าพบเป็นจระเจ้น้ำเค็มธรรมชาติต้องปล่อยคืนธรรมชาติในพื้นที่เหมาะสมต่อไป”ดร.ธรณ์ กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมอุทยานฯ จระเข้