ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แสดงความกังวล แม้ว่าการประชุมเมื่อ 7 ส.ค. กนง.จะมีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ก็ตาม
โดย กนง.เห็นว่า ระบบการเงินยังมีความเสี่ยงที่สร้างความเปราะบางให้กับเสถียรภาพของระบบการเงิน ด้านการก่อหนี้ในไตรมาส 2 ปี 2562 “หนี้ครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง” ตามการขยายสินเชื่อทั้งจากธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (น็อนแบงก์) ซึ่งต้องติดตามการขยายสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) ที่มีมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่ผ่อนปรนมากขึ้น
“ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางในการคำนวณภาระผ่อนชำระหนี้เทียบกับรายได้ (DSR) เพื่อให้มีข้อมูล DSR ที่เป็นมาตรฐาน และเตรียมความพร้อมหากจำเป็นต้องออกมาตรการดูแลหนี้ครัวเรือนเพิ่มเติมในอนาคต”
ขณะที่ทาง ธปท.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวนโยบายการให้สินเชื่อรายย่อยอย่างเหมาะสม เพื่อดูแลปัญหาหนี้เกินตัวของภาคครัวเรือนไทย ถึงวันที่ 30 ส.ค. จากนั้น ธปท.จะขอให้สถาบันการเงินทุกแห่ง นำแนวนโยบายนี้มาใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 เป็นต้นไป พร้อมขอให้น็อนแบงก์พิจารณานำแนวนโยบายนี้มาใช้ด้วย
“สุรพล โอภาสเสถียร” ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กล่าวว่า การออกเกณฑ์กำกับดูแลหนี้ครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ธนาคารปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ (responsible lending) หรือการกำหนด DSR จะส่งผลบวกในระยะยาวที่คุณภาพหนี้จะดีขึ้น ส่วนในระยะสั้นยังกังวลว่า จะทำให้ผู้ขอสินเชื่อในกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ กลุ่มผู้กู้หน้าใหม่ กลุ่มผู้กู้อายุ 55 ปีขึ้นไป และกลุ่มที่มีรายได้ไม่ถึง 3 หมื่นบาท จะหันไปกู้หนี้นอกระบบ รวมถึงกรณีผู้ให้บริการทางการเงินบางรายที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร อาจเป็นข้อจำกัดในการตรวจสอบภาระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ
“ตอนนี้ยังประเมินผลกระทบไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าเกณฑ์ ธปท.จะออกมาเมื่อไหร่ จะมีความเข้มข้นขนาดไหน และจะส่งผลกระทบหนักต่อกลุ่มไหน แต่เราเริ่มเห็นว่าพอมีกระแสข่าวออกมา การปล่อยสินเชื่อเริ่มชะลอลง ในกลุ่มลูกหนี้ใหม่ก็เริ่มเห็นยอดอนุมัติสินเชื่อลดลง และมียอดปฏิเสธสินเชื่อที่สูงขึ้น”
“นริศ สถาผลเดชา” ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่า การจะออกเกณฑ์ DSR มาใช้ในวันนี้ ยังมีความยากอยู่ 2 ส่วน คือ 1.ทำอย่างไรให้ DSR ยุติธรรมในเรื่องวิธีการคำนวณ เพราะแม้ว่าหลายเรื่องที่ ธปท. คุยกับสมาคมธนาคารไทยไว้จะมีความชัดเจนขึ้น เช่น ค่าคอมมิสชั่นต้องดู 3 เดือนขึ้นไปถึงจะนำมานับได้ เป็นต้น แต่ก็ยังยากที่แต่ละแบงก์จะคำนวณรายได้ออกมาเหมือนกัน และ 2.หนี้ครัวเรือนไม่ได้มาจากแบงก์อย่างเดียว
“จากยอดหนี้ครัวเรือนคงค้าง 12.6 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 เป็นหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 43% ที่เหลือจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 29% สหกรณ์ 16% น็อนแบงก์ 9% และ อื่น ๆอีก 3% ซึ่งหากจะกำกับด้วย DSR ก็คงต้องทำให้ครอบคลุมทั้งหมดนี้”
“อุษณีย์ ลิ่วรัตน์” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในภาวะดอกเบี้ยขาลงและเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง หากมีการบังคับใช้เกณฑ์ DSR ธนาคารอาจให้สินเชื่อแต่ลูกค้ากลุ่มเดิมที่มีศักยภาพ ส่วนลูกค้าที่กู้ไม่ได้ก็อาจจะหันไปหาหนี้นอกระบบมากขึ้น เพราะแบงก์ไม่ปล่อยกู้ให้
“ขัตติยา อินทรวิชัย” กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า หากมองภาพใหญ่วันนี้หนี้ต่อหัวของประชากรไทยค่อนข้างสูงเกินไปแล้ว ดังนั้น เกณฑ์ที่ ธปท.จะกำหนดมา เพื่อต้องการให้แบงก์พิจารณาถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรือกลุ่มคนที่มีหนี้มากเกินความสามารถ หากปล่อยสินเชื่อไปจะกลายเป็นว่าทำให้ลูกค้าดำรงชีวิตไม่ได้ อย่างไรก็ดี กลุ่มเป้าหมายที่ ธปท.จะคุม ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่แบงก์กสิกรฯจะปล่อยสินเชื่อให้อยู่แล้ว เพราะเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้เกิน
“จริง ๆ แบงก์ควรทำเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ ธปท.คงอยากจะเตือนไม่ให้เกิดการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อยากให้คนรู้สึกพอเพียง ซึ่งเราก็รับนโยบาย อย่างไรก็ดี เชื่อว่า ธปท.คงให้แนวปฏิบัติมากกว่า ว่าถ้าคนเงินเดือนประมาณนี้ มีหนี้เกินขนาดนี้ เขาจะใช้ชีวิตลำบาก เราก็อย่าไปยุ่ง”
ด้าน “จันทวรรณ สุจริตกุล” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธปท.ยอมรับว่า การจะกำหนดเกณฑ์ DSR มาคุมการปล่อยสินเชื่อรายย่อยขณะนี้ทำได้ยาก เนื่องจากแต่ละธนาคารมีวิธีคำนวณ DSR แตกต่างกันไป ดังนั้น เกณฑ์ที่จะประกาศใช้วันที่ 1 ม.ค. 63 จะไม่ใช่ hard rule (กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด) ซึ่งเมื่อเริ่มใช้แล้ว ธปท.จะดำเนินการใน 2 ส่วน คือ 1) ติดตามการวางแนวนโยบาย และกระบวนการทำงาน (internal policy และ process) ของการปล่อยสินเชื่อรายย่อย (retail loan) เป็นรายสถาบันการเงิน (ธพ.) และ 2) ติดตามข้อมูลสินเชื่อรายย่อยเป็น “รายสัญญา” ที่จะเริ่มเก็บข้อมูลตามที่ตกลงกันไว้
“ไม่ใช่ hard rule แน่นอน เราออกแนวนโยบายเพื่อให้ธนาคารปฏิบัติตาม ซึ่งเรื่องนี้ต้องเปลี่ยนที่พฤติกรรมการเสนอขายสินเชื่อให้ไปถึงพนักงานที่สาขาธนาคาร จากเดิมที่ทำ checklist แล้วปล่อยสินเชื่อได้ ก็จะต้องทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ว่าแต่ละคนมีภาระหนี้เท่าไหร่ และเหลือใช้เท่าไหร่ เป็นต้น”
ดูแล้ว ธปท.คงใช้วิธี “ปรับพฤติกรรม” การปล่อยกู้ของแบงก์ไปก่อน แต่หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็คงมีการงัด “ดาบ” ต่อ ๆ ไปมาใช้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม