ขณะนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกจากการแพร่ระบาดของ “ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่” (2019-nCoV) หรือที่เรียกว่า “ไวรัสอู่ฮั่น” เนื่องจากมีจุดกำเนิดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ของจีน ทำให้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ของโลก
ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่พบตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค. 2019 ที่ผ่านมา และคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนได้ออกมายืนยันว่าสามารถติดต่อจาก “คนสู่คน” เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็มีรายงานพบการแพร่ระบาด และพบผู้ติดเชื้อในประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ประเทศทั่วโลก เนื่องจากชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศกว่า 10 ล้านคน/เดือน
ล่าสุดทางการจีนออกมาประกาศยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในวันที่ 30 มกราคม 2563 อยู่ที่ 170 ราย และพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก 1,700 ราย ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อในจีนเพิ่มขึ้นเป็น 7,711 คนแล้ว
ในจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น 38 ราย 37 รายอยู่ในมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งเป็นต้นตอของการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ ขณะที่ผู้เสียชีวิตอีกหนึ่งรายอยู่ในมณฑลเสฉวน ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน
จีนประกาศ “ฉุกเฉิน” ทั้งประเทศ
การแพร่ระบาดของไวรัสทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจีนได้ประกาศใช้มาตรการ “ปิดเมือง” ที่ตกอยู่ในภาวะการแพร่ระบาด โดยเริ่มจากเมืองอู่ฮั่น ก่อนที่จะประกาศปิดเมืองใกล้เคียงเพิ่มเติมอย่างน้อย 13 เมือง อย่างเช่น เมืองหวงกัง เอ้อโจว ชิบิ เฉียนเจียง ซีเจียง จิงเหมิน เซียนเถ่า เสี่ยวกัน และหวงฉี
โดยประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ของจีน ได้กล่าวระหว่างการประชุมด่วนกับคณะผู้บริหารของพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า ขณะนี้จีนกำลังเผชิญกับ “สถานการณ์ร้ายแรง”
ทั้งนี้ การบังคับใช้มาตรการปิดเมืองส่งผลกระทบต่อชาวจีนรวมราว 33 ล้านคน เฉพาะในเมืองอู่ฮั่นมีประชากรราว 11 ล้านคน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนมหาศาล เพราะเมืองอู่ฮั่นเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในตอนกลางของจีน และยังเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งที่เชื่อมต่อกับอีกหลายมณฑล
เอพีรายงานว่า มาตรการปิดเมืองเป็นการระงับการคมนาคมทุกช่องทาง ทั้งรถไฟ เครื่องบิน การขนส่งระบบราง รถบัสทางไกล และเรือข้ามฟาก แต่ยังคงอนุญาตการเดินทางด้วยรถยนต์และรถบรรทุก แต่ต้องผ่านจุดคัดกรองอย่างเข้มงวด รวมทั้งสั่งปิดสถานที่สาธารณะอย่าง โรงภาพยนตร์ สวนสนุก และวัด
นอกจากนี้ยังสั่งห้ามชาวจีนเดินทางท่องเที่ยว จองตั๋วเครื่องบิน รวมถึงสั่งจองโรงแรมที่พักในต่างประเทศ
และล่าสุด จีนยังได้ประกาศ “ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข” ทั่วประเทศ โดยให้อำนาจหน่วยงานท้องถิ่นในการตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด อย่างเช่น เมืองเทียนจิน และเซี่ยงไฮ้ ได้ระงับบริการรถบัสทางไกล เมืองซัวเถา ใช้มาตรการคุมเข้มในการเดินทางเข้าเมือง เป็นต้น
ปิดเมืองกันเชื้อ มีแค่จีนที่ทำได้
การใช้มาตรการปิดเมืองและการควบคุมอย่างเข้มงวด ทำให้มีการตั้งคำถามว่า เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไปหรือไม่ และประเทศอื่นที่พบผู้ติดเชื้อควรใช้มาตรการเช่นเดียวกับจีนหรือไม่
หลังจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนเปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ไวรัสโคโรน่ามีระยะเวลาฟักตัวประมาณ 14 วัน โดยผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้โดยที่ยังไม่แสดงอาการป่วย
“โจเซฟ กวาน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมโรค มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง ระบุว่า “วิธีการกักกันคนทั้งเมืองอาจดูรุนแรง แต่ก็เป็นมาตรการที่ถูกต้องในการรับมือกับไวรัสที่ยังไม่ทราบวิธีการรักษาที่ชัดเจน การระงับการให้บริการรถประจำทางและรถไฟใต้ดิน เพื่อให้ผู้คนอยู่แต่ในที่พักอาศัย จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไวรัสของผู้ที่ติดเชื้อแต่ยังไม่รู้ตัวและไม่แสดงอาการ”
อย่างไรก็ตาม ทางการจีนได้เปิดเผยในภายหลังต่อว่า ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศปิดเมือง มีชาวอู่ฮั่นเดินทางออกนอกพื้นที่แล้วราว 5 ล้านคน
“ไวรัสโคโรน่า” เก่งกว่าที่คิด
ขณะที่มาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสในปัจจุบันที่หลายประเทศทั่วโลกดำเนินการจะใช้วิธีการคัดแยกผู้ป่วยจากไวรัสดังกล่าว รวมถึงติดตามและกักตัวบุคคลที่เคยใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยไว้เพื่อสังเกตอาการการติดเชื้อไวรัส
แต่จากข้อมูลใหม่ที่ระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสามารถเผยแพร่เชื้อได้โดยที่ยังไม่แสดงอาการ ส่งผลให้มาตรการป้องกันที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอาจไม่สามารถยับยั้งการระบาดได้ เพราะไม่สามารถตรวจพบและคัดแยกผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการออกมาได้อย่างทันท่วงที
ดร.อลิซอน เมกเกียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโทรอนโต กล่าวว่า “ยิ่งเรามีข้อมูลไวรัสดังกล่าวมากเท่าใด ยิ่งพบว่าการควบคุมการระบาดด้วยมาตรการปัจจุบันเป็นไปได้ยากมาก”
ด้วยเหตุนี้ การควบคุมผู้คนในพื้นที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเชื้อไวรัสจึงเป็นมาตรการที่ดีกว่า ซึ่งหลายพื้นที่เริ่มใช้มาตรการดังกล่าวแล้ว เช่น ฮ่องกงได้ประกาศปิดการขนส่งทางอากาศ และรถไฟความเร็วสูงที่มาจากมณฑลหูเป่ย์ พร้อมปิดการเรียนการสอนโรงเรียนทุกแห่งชั่วคราวไปจนถึงวันที่ 17 ก.พ.
บทเรียน “ซาร์ส” รับมือไวรัส
การใช้มาตรการอย่างรุนแรงและเข้มงวดของจีนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้ได้รับการยอมรับว่ามีความรวดเร็ว หากเทียบกับการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือ “โรคซาร์ส” ในปี 2002-2003
โรคซาร์สได้เริ่มแพร่ระบาดมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2002 แต่รัฐบาลจีนพยายามปกปิดข้อมูล ก่อนที่จะยอมรับภาวะการระบาดของโรคซาร์ส และรายงานไปยังองค์การอนามัยโลก ในเดือน ก.พ. 2003 ซึ่งเชื้อไวรัสได้แพร่กระจายไปใน 26 ประเทศทั่วโลกภายใน 1 เดือน
ส่งผลให้รัฐบาลจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการปกปิดการแพร่ระบาดของ ไวรัสก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงจนรัฐบาลจีนยอมรับความจริง และออกมาตรการสกัดกั้นการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ โดยการจัดตั้งเครือข่ายการรายงานและควบคุมโรคทั่วประเทศเป็นครั้งแรกของจีน แต่การระบาดของโรคซาร์สส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในจีนมากถึง 349 ราย ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากโรคซาร์สทั่วโลก 774 ราย
ความหวัง “ดีเอ็นเอวัคซีน”
ขณะที่เดอะการ์เดียนรายงานว่า การระบาดของโรคซาร์สยังทำให้เกิดการพัฒนาวัคซีนแบบใหม่เพื่อต้านไวรัส โดย ศ.เบรนแดน เวรน จากวิทยาลัยสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนลอนดอน ระบุว่า เทคโนโลยีวัคซีนก้าวหน้าไปมากนับตั้งแต่การระบาดของโรคซาร์ส จากวิธีการรักษาดั้งเดิมที่ใช้วัคซีนเลียนแบบไวรัสที่มีฤทธิ์อ่อนแรง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในการต้านไวรัสจากภายนอก ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าร่างกายจะเรียนรู้และสร้างภูมิต้านไวรัส และยังก่อให้เกิดอาการป่วยให้กับผู้รับวัคซีนด้วย
แต่เทคโนโลยีล่าสุดจะใช้วิธีกำหนดรหัสพันธุกรรม (DNA) เฉพาะจากโปรตีนพื้นผิวของเชื้อไวรัส หรือเรียกว่า “ดีเอ็นเอวัคซีน” ที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยไม่เกิดอาการป่วย และยังสามารถตรวจจับและต้านเชื้อไวรัสได้รวดเร็วขึ้น
ทั้งนี้ อาการของโรคซาร์สเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มเดียวกันกับไวรัสอู่ฮั่น ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะสามารถพัฒนาต่อยอดวัคซีนต้านโรคซาร์สให้สามารถต้านโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้ได้
ล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างอิงคำกล่าวของทีมนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลีย(เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2020) ซึ่งระบุว่าทีมวิจัยสามารถเพาะตัวอย่างเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ในห้องแลปได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญสำหรับการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งกำลังระบาดอย่างหนัก
เขย่าเศรษฐกิจจีน-โลก
ทั้งนี้ ปฏิบัติการปิดเมืองในระดับเข้มข้นของจีนในเมืองอู่ฮั่น และเมืองรอบข้างในมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่า “ไม่เคยพบมาก่อน” อาจสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล โดย ผศ.อเล็กซานเดอร์ ไวทน์ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ระบุว่า มาตรการปิดเมืองจะส่งผลให้ “การไหลเวียนของสินค้าถูกระงับ สินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่งอาจได้รับความเสียหาย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการปิดเมือง รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่จะหยุดชะงัก และหากระยะเวลาดังกล่าวยาวนานออกไป ก็อาจส่งผลทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต” ด้วยเหตุนี้มาตรการปิดเมืองจึงไม่นิยมนำมาใช้ในการควบคุมโรค
นอกจากนี้ ภาวะโรคระบาดยังจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจีนและทั่วโลก แต่ยังคงยากที่จะคาดเดาความเสียหายในขณะนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง