เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“โอสถสภา” ปั้นโมเดล Smart Factory สู้ตลาดฝืด
Business “โอสถสภา” ปั้นโมเดล Smart Factory สู้ตลาดฝืด
บอร์ด EV เคาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3 เทียร์ นำเข้าเก็บแพงสุดมากกว่า 10% ผลิตในประเทศ-Local Content สูงเรตต่ำสุด
Uncategorized บอร์ด EV เคาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3 เทียร์ นำเข้าเก็บแพงสุดมากกว่า 10% ผลิตในประเทศ-Local Content สูงเรตต่ำสุด
“เอกนัฏ” ระดมทีมงาน-เครื่องจักร ขุดสำรวจเพิ่มเติม 24 ชม. เร่งขยายผลทุกจุดเสี่ยงให้เร็วที่สุด
Economic “เอกนัฏ” ระดมทีมงาน-เครื่องจักร ขุดสำรวจเพิ่มเติม 24 ชม. เร่งขยายผลทุกจุดเสี่ยงให้เร็วที่สุด
รถไฟไม่รับ 4 เงื่อนไข บีบ CP รับเดินรถแอร์พอร์ดลิงก์ต่อ 1 ต.ค.นี้
Real Estate รถไฟไม่รับ 4 เงื่อนไข บีบ CP รับเดินรถแอร์พอร์ดลิงก์ต่อ 1 ต.ค.นี้
รามคำแหง 53 “จุดหมายใหม่” วัยรุ่น 3 จังหวัดชายแดนใต้
Columns รามคำแหง 53 “จุดหมายใหม่” วัยรุ่น 3 จังหวัดชายแดนใต้
บอร์ดอีวีเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษี EV หนุนใช้ชิ้นส่วนไทย ดันฐานผลิตโลก
Economic บอร์ดอีวีเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษี EV หนุนใช้ชิ้นส่วนไทย ดันฐานผลิตโลก
วิทยาศาสตร์มีคำอธิบาย “ทฤษฎีเหนือดวง” ไขปัจจัยแห่งโชค
News วิทยาศาสตร์มีคำอธิบาย “ทฤษฎีเหนือดวง” ไขปัจจัยแห่งโชค
ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 100 บาท รูปพรรณบาทละ 69,350 บาท
พันธบัตรออมพลัสคึกคัก! ยอดจองพุ่ง 6.56 พันล้าน จากวงเงินขาย 2 พันล้าน
Finance พันธบัตรออมพลัสคึกคัก! ยอดจองพุ่ง 6.56 พันล้าน จากวงเงินขาย 2 พันล้าน
‘วราวุธ’ ย้ำภาษี EV ต้องสร้างแต้มต่อเท่ากัน ป้องกันรถนำเข้าได้เปรียบรถผลิตไทย
Economic ‘วราวุธ’ ย้ำภาษี EV ต้องสร้างแต้มต่อเท่ากัน ป้องกันรถนำเข้าได้เปรียบรถผลิตไทย
ดูทั้งหมด

ส่งออกจีน 9 แสนล. สะดุด เบรกออร์เดอร์-สวนทุเรียนอ่วม

03 ก.พ. 2563 | 07:39น.

“ไวรัสอู่ฮั่น” พ่นพิษส่งออกตลาดจีน 9 แสนล้านสะดุด พ่อค้าจีนแห่ชะลอคำสั่งซื้อ โลจิสติกส์ติดล็อก ส่งออก “ผัก-ผลไม้” 6 หมื่นล้านอาการหนักสุด ติดค้างที่ด่านจำนวนมาก ล้งจีนหยุดรับซื้อ “ทุเรียน-ลำไย” ทุบราคาดิ่งฮวบ สภาหอฯหั่นคาดการณ์ส่งออกปีนี้ติดลบ 1.7% ด้านภาคท่องเที่ยวคาดสูญกว่า 1 แสนล้าน โรงแรม 7,500 แห่งกระอัก พัทยาสงัดเริ่มให้พนักงานสลับหยุดงาน ร้านจิวเวลรี่รับกรุ๊ปทัวร์จีนทยอยปิดตัว

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในเมืองอู่ฮั่น กำลังส่งผลกระทบทั้งบวกและลบต่อการส่งออกและการนำเข้าสินค้าจากจีน โดยจีนถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย โดยปี 2562 ไทยส่งออกไปจีนมูลค่า 902,273.8 ล้านบาท จากกลุ่มสินค้าเม็ดพลาสติก, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง, คอมพิวเตอร์อุปกรณ์ส่วนประกอบ, เคมีภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, รถยนต์และส่วนประกอบ, ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และแผงวงจรไฟฟ้า

โดยการส่งออกสินค้าเกษตรกรรม (รวมปศุสัตว์-ประมง) มูลค่า 189,844.62 ล้านบาท คิดเป็น 28.12% ของการส่งออกตลาดจีน สินค้าหลัก ได้แก่ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง-ยางพารา-ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง-ข้าว-ไก่สด-กุ้ง-ปลา เฉพาะกลุ่มผักผลไม้สูงถึง 64,535.88 ล้านบาท หลัก ๆ จะเป็นลำไย ทุเรียน มะม่วง และผลไม้แช่แข็ง

หั่นส่งออกปี”63 ติดลบ 1.7%

นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาคเอกชนได้ร่วมประชุมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประเมินสถานการณ์ส่งออกโดยเบื้องต้นว่า ส่งออกไทยปีนี้อาจติดลบ 1.7% จากปีก่อน จากทั้งผลกระทบของไวรัสโคโรน่า ประกอบกับภาวะภัยแล้งกระทบวัตถุดิบ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่หากรัฐบาลสามารถดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้กลับมาที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ และมีมาตรการเสริมในการหาตลาดใหม่จะทำให้การส่งออกมีโอกาสจะปรับตัวดีขึ้นได้

“ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินถึงผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าต่อตลาดส่งออกจีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่มีสัดส่วนถึง 11% ของการส่งออก ว่าจะปรับลดลงเท่าไร เพราะเท่าที่หารือกันมี 2 ด้าน คือ หลายสินค้าที่มีโอกาสส่งออกเพิ่ม เช่น อาหารพร้อมทาน อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ แต่อีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบส่งออกลดลง จากปัญหาที่จีนปิดด่าน เช่น ผลไม้ และจากปัญหาซัพพลายเชนสะดุด เช่น กลุ่มผลิตหน้ากากอนามัย และเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งจะต้องนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศจีนมาใช้ ขณะนี้ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและยังไม่มีแหล่งนำเข้าสำรอง ก็กำลังหาทางออกอยู่ว่าจะทำอย่างไร หรือกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกชิ้นส่วนให้จีน ดังนั้น คาดว่ากลางเดือน ก.พ.จะสามารถประเมินสถานการณ์ได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ที่กระทบแน่นอน คือภาคท่องเที่ยวที่ถูกยกเลิกการจองต่าง ๆ ก็จะหายไปกว่า 80,000 ล้านบาท”

จีนชะลอสั่งซื้อ-โลจิสติกส์ติดล็อก

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้นำเข้าแป้งมันสำปะหลังจีนได้ “ชะลอ” การเซ็นสัญญาซื้อขายกับไทยแล้ว เพราะหลังการระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่า ส่งผลให้ไม่สามารถขนถ่ายแป้งมันภายในประเทศจีนได้ แม้ว่าจะขนส่งเข้าไปได้เพราะยังไม่มีการปิดท่าเรือ (เหรียญหยุนกว่าง-เจ้อเจียง) ก็ตาม สมาคมประเมินว่าจะส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกแป้งมันปีนี้ลดลงจากปกติ 50% หรือประมาณ 2 ล้านตันแป้ง

ขณะที่นายคึกฤทธิ์ อารีย์ปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า เนื่องจากเทศกาลตรุษจีน บริษัทในจีนหยุดยาว 14 วัน และผลจากการปิดเมืองต่าง ๆ เพื่อสกัดไวรัสโคโรน่าในหลายเมือง ทำให้บริษัทจีนผู้นำเข้าไก่จากไทย “ยังไม่สั่งซื้อไก่ในไตรมาส 2 แต่ไตรมาส 1 นำเข้าเต็มที่แล้ว จากนี้เรายังต้องประเมินสถานการณ์ต่อไป”

สอดคล้องกับนายณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชนกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นซี โคโคนัท จำกัด ผู้ส่งออกมะพร้าวไปประเทศจีนรายใหญ่ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งมอบสินค้าจากคำสั่งซื้อเดิม แต่การส่งมอบอาจชะลอตัวอยู่บ้าง เนื่องจากทางการจีนประกาศวันหยุดเพิ่มเพื่อควบคุมการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่า ทำให้การตรวจสอบสินค้ายังตกค้างอยู่ที่คลังยังไม่ได้กระจายเข้าสู่ตลาด ส่วนคำสั่งซื้อใหม่ยังไม่มีเข้ามา”

จีนเมินซื้อทุเรียนสูญหมื่นล้าน

นายภานุวัฒน์ ไหมแก้ว นายกสมาคมผู้ส่งออกทุเรียน มังคุด เปิดเผยว่าตลาดส่งออกทุเรียนตลาดใหญ่อยู่ในกว่างโจว แม้ไม่ได้ปิดเมืองแต่ก็เหมือนปิด เพราะไม่มีตลาดรับซื้อ คนจีนไม่ออกมาจับจ่าย ส่งผลให้รถส่งผลไม้ไม่มีการขนถ่ายตู้ต้องรอ 4-5 วัน จากปกติวันเดียวก็ขนถ่ายสินค้าหมดแล้ว ต้องรอให้ตลาดเดิน หรือขายทิ้งราคาถูก ตอนนี้ขาดทุนกันรายละราว 10 ล้านบาท คาดความเสียหายโดยรวมขณะนี้อาจสูงหลายร้อยล้านบาท เพราะช่วง 4-5 วันที่ผ่านมามีการส่งทุเรียนไปวันละประมาณ 10 ตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ตอนนี้ผู้ส่งออกหันมาส่งขายทุเรียนที่ “ตลาดไท” ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งในประเทศแทนคาดว่าช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. ที่ทุเรียนภาคตะวันออกเริ่มเข้าสู่ฤดูกาล ถ้าจีนยังแก้ปัญหาไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้ ตลาดทุเรียนไทยจะเสียหายหนักนับหมื่นล้านบาท ปัญหาคือก่อนหน้านี้พ่อค้าจีนเหมาซื้อทุเรียนภาคตะวันออกช่วงต้นฤดูสูงถึง กก.ละ 150-180 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้แล้ว ถ้าส่งออกจีนไม่ได้จะมีปัญหาตามมาอีก ถ้าภายใน 2 เดือนยังแก้ปัญหาไวรัสอู่ฮั่นไม่ได้การส่งออกทุเรียนปีนี้จะยิ่งเสียหาย

ยกเลิกออร์เดอร์ขาดทุนยับ

นางสาวพัศยา อมรจตุรพร กรรมการผู้จัดการ บจ.ฟูหวัง ผู้ส่งออกสินค้าผลไม้สดไปจีน เปิดเผยว่า การระบาดของไวรัสโคโรน่าทำให้ตลาดผลไม้หยุดการซื้อขาย ชาวจีนไม่ออกจากบ้านมาจับจ่าย ผู้ซื้อหลักทุกรายจึงงดและยกเลิกการสั่งซื้อไม่มีกำหนด ส่งผลให้ผลไม้สดของบริษัท ได้แก่ ลำไยสด ทุเรียน มังคุด ฯลฯ ที่ขนส่งผ่านเส้นทาง R3A ติดค้างที่ด่านการค้าชายแดนบ่อเต็น (สปป.ลาว) 10 ตู้คอนเทนเนอร์ มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ขณะที่สินค้าที่ส่งไปก่อนหน้านี้ก็ติดค้างอยู่ที่ตลาดในเมืองต่าง ๆ ของจีนจำนวนมากเช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อเนื่องถึงเกษตรกรที่บริษัทรับซื้อผลผลิตด้วย เพราะขายของไม่ได้ เก็บผลผลิตมาก็ต้องปล่อยทิ้งขาดรายได้ พนักงานของบริษัทก็ต้องหยุดงานทั้งหมด แต่บริษัทยังรับภาระในส่วนพนักงานอยู่

ล้งจีนหยุดซื้อทุบราคาทุเรียนดิ่ง

แหล่งข่าวจากล้งส่งออกทุเรียน จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า ตอนนี้ล้งในไทยเกือบทั้งหมดต้องหยุดซื้อทุเรียน เพราะไม่มีตลาดจำหน่ายในจีน คาดว่าเดือน ก.พ.-มี.ค. เมื่อผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกเริ่มออกมาก จะส่งผลกระทบทำให้ราคาทุเรียนตกเหลือแค่ 60-80 บาท/กก. ต่ำกว่าราคาทุเรียนพ่อค้าจีนที่เหมาสวนไว้ 150 บาท/กก. จึงต้องหาทางระบายสู่ตลาดภายในประเทศ หรือทำเป็นทุเรียนแช่แข็ง ขณะที่ตลาดลำไยก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน จากปกติก่อนตรุษจีนราคาจะอยู่ที่ 30-35 บาท กก.และคาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลเช็งเม้งเดือนเม.ย.จะขยับสูงถึง 40-50 บาท แต่ตอนนี้ราคากลับร่วงลงเหลือ 16-20 บาท

ด่านเชียงรายชะงัก

น.ส.ผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย ฝ่ายกิจการค้าชายแดน เปิดเผยว่า การค้าชายแดนด้าน จ.เชียงราย ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก พบว่าตามด่านชายแดนไม่มีคนงานจีนเข้าไปทำงานตั้งแต่ช่วงเทศกาลตรุษจีน และเมื่อมีปัญหาการแพร่ระบาดของโรคยิ่งทำให้ผู้คนหายไปหมด ขณะที่ด่านพรมแดน สปป.ลาว-จีน ตรงด่านบ่อหานและด่านโมฮาน มณฑลยูนนาน ทางการจีนไม่ได้ปิดการนำเข้าและส่งออก แต่ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คนจีนเข้าด่านตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2563 จึงทำให้สินค้าจำนวนมากที่ส่งจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ไปตามถนนอาร์สามเอไทย-สปป.ลาว-จีน เช่น ผลไม้ มังคุด ฯลฯ ต้องจอดรถที่ด่านบ่อเต็นกันนานหลายวัน

ขณะที่ท่าเรือสบโหลยของประเทศเมียนมาที่ส่งสินค้าผ่านเข้าไปก็เข้มงวดเรื่องการเข้าเมืองของคนจีนตั้งแต่มีการระบาดของโรค จึงทำให้เรือสินค้าจำนวนมากจอดอยู่ตามเมืองท่าต่าง ๆ ในแม่น้ำโขงโดยไม่มีการขนส่งสินค้า ขณะที่ตลาดในประเทศจีนมีความต้องการสินค้าจากประเทศไทยอย่างมากโดยเฉพาะอาหาร ฯลฯ โดยเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมาเริ่มผ่อนปรนลงบ้าง โดยมีรถบรรทุกสินค้าของจีนเดินทางเข้ามารับสินค้าไทยที่ด่านเมืองบ่อเต็นของ สปป.ลาว แล้วขนสินค้ากลับไปยังมณฑลยูนนานแล้ว แต่การส่งออกทั้งทางบกผ่านถนนอาร์สามเอและทางเรือแม่น้ำโขงยังหยุดชะงักถึงปัจจุบัน

ถุงมือยางรับส้มหล่น

นายศุภชัย วรอภิญญาภรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนสรร ไรซ์ จำกัด ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกข้าวไปยังประเทศจีนยังสามารถส่งผ่านเข้าพรมแดนได้ แต่จีนไม่มีความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากภายในประเทศจีนมีสต๊อกข้าวเก่าเหลืออยู่ถึง 120 ล้านตัน

ขณะที่รายงานข่าวจากบริษัทศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี ผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยางรายใหญ่ระบุว่า การส่งออกยางพาราไปประเทศจีนยังสามารถส่งออกตามปกติ นอกจากนี้ในส่วนของบริษัทศรีตรังโกลฟ์ ผู้ผลิตถุงมือยาง ยังได้รับอานิสงส์มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเป็นกรณีเร่งด่วน ทั้งจากผู้นำเข้าจีน และผู้ประกอบการในไทย เพื่อนำไปใช้ป้องกันการแพร่ระบาด ทั้งนี้ในธุรกิจบริการทางการแพทย์ สายการบิน และอื่น ๆ

สั่งทูตพาณิชย์ดูแล “ผู้ส่งออก”

ด้านนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ได้สั่งการให้สำนักงานทูตพาณิชย์ในจีนทั้ง 7 แห่ง ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับแนวทางการปฏิบัติงานเร่งด่วนให้สำนักงานทำหน้าที่ประสานและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ส่งออกในกรณี ปัญหาที่ส่งออกสินค้าไปแล้วไม่สามารถกระจายไปจำหน่ายภายในประเทศจีนได้ ทำให้สินค้าเสียหาย เบื้องต้นทางคู่สัญญาจะเจรจาไกล่เกลี่ยความเสียหายช่วยกันก่อน หรือกรณีต้องการยกเลิกการเข้าร่วมงานแฟร์ในจีนต้องทำอย่างไร

“โรงแรม-ร้านจิวเวลรี่” กระอัก

นายวสุเชษฐ์ โสภณเสถียร รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศห้ามกรุ๊ปทัวร์จีนเดินทางออกนอกประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยทันที โดยเฉพาะบริษัทนำเที่ยว โรงแรม ร้านช็อปปิ้ง (จิวเวลรี่) รวมถึงร้านอาหารที่เน้นตลาดจีนเป็นหลัก โดยที่ผ่านมาเอเย่นต์ทัวร์ได้ทยอยยกเลิกห้องพักทั้งหมดแล้ว ทั้งในกรุงเทพฯและเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของคนจีน อาทิ กรุงเทพฯ, พัทยา, เชียงใหม่, ภูเก็ต, เกาะสมุย ฯลฯ

“ในภาวะปกติจะมีนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกรุ๊ปทัวร์เข้ามาเฉลี่ยประมาณ 12,000 กรุ๊ปต่อเดือน หรือประมาณ 3.6-4 แสนคน หรือราว 40% ของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยทั้งหมด มีการใช้ห้องพักราว 2 แสนห้องต่อเดือน” ดร.วสุเชษฐ์กล่าว

แหล่งข่าวในวงการโรงแรมรายหนึ่งระบุว่า ที่ผ่านมาโรงแรมที่รับกรุ๊ปทัวร์จีนส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมขนาดกลางระดับ 4 ดาวลงมา และอยู่ในทำเลชานเมือง หากประเมินจากสถิติของนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 9 แสนคนต่อเดือน คำนวณแบบง่าย ๆ จะมีความต้องการห้องพักประมาณ 4.5-5 แสนห้องต่อเดือน ซึ่งเมื่อกลุ่มนี้หยุดเดินทางผู้ประกอบการโรงแรมก็จะได้รับผลกระทบทันที และไม่เพียงแต่โรงแรมเท่านั้น ณ เวลานี้ร้านช็อปปิ้งรายใหญ่ที่รองรับทัวร์จีนก็เจ็บหนักเช่นกัน ซึ่งตอนนี้โมเดิร์นเจมส์ ซึ่งรับกลุ่มทัวร์จีนก็ประกาศปิดให้บริการแล้ว และคาดกันว่าอีกไม่นานน่าจะมีกลุ่มอื่น ๆ ปิดตัวเพิ่มขึ้น

แหล่งท่องเที่ยว “พัทยา” ปิดตัว

นางสาวภคมน วงศ์ใหญ่ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ตอนนี้ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวภาคตะวันออกอย่างมาก โดยเฉพาะพัทยา ที่ขณะนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งมีการปิดตัวหยุดให้บริการชั่วคราว และสำหรับโรงแรมที่รับเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนก็ถูกยกเลิกห้องพัก 100% ยิ่งมีข่าวพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ต่างชาติก็ไม่กล้ามาเมืองไทย ตอนนี้นักท่องเที่ยวชาติอื่นก็มีการยกเลิกการจองเข้ามาบ้างเช่นกัน

สถานการณ์ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงแรมที่ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอ หลายโรงแรมเข้ามาปรึกษาจะใช้วิธีให้พนักงานหยุดพักงาน 2 สัปดาห์ สลับทำงาน 2 สัปดาห์ต่อเดือน ซึ่งจะจ่ายค่าแรงเฉพาะช่วงที่มาทำงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย

รายได้ท่องเที่ยวหาย 1 แสน ล.

ทั้งนี้ TMB Analytics ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย ประเมินว่าผลกระทบจากไวรัสโคโรน่าจะทำให้ช่วงครึ่งปีแรกนักท่องเที่ยวจีนลดลง 2.4 ล้านคน ก่อนที่จะเริ่มกลับมาขยายตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2563 อยู่ที่ 38.7 ล้านคน ลดลงจากคาดการณ์เดิม 40.8 ล้านคน และรายได้ภาคท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวข้องลดลงกว่า 1 แสนล้านบาท

คิดเป็น 0.7% ของจีดีพีแบ่งเป็นรายได้ธุรกิจโรงแรมหายไป 2.84 หมื่นล้านบาท ธุรกิจค้าปลีกรายได้หายไป 2.84 หมื่นล้านบาท ธุรกิจร้านอาหารลดลง 1.89 หมื่นล้านบาท และค่าเดินทาง ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว และอื่น ๆ หายไป 2.92 หมื่นล้านบาท โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงระดับสูงคือ “ธุรกิจโรงแรม” ซึ่งมีผู้ประกอบการที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบถึง 7,500 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก