เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

รัฐใช้กฎหมายดัดหลังตุนหน้ากาก ตั้งศูนย์กระจายคุมทั่วประเทศ

05 มี.ค. 2563 | 08:34น.

หน้ากากอนามัยขาดแคลนหนัก คนไทยผวา Covid-19 ระบาดระยะ 3 รัฐเตรียมออกประกาศกำหนดปริมาณถือครองหน้ากากเป็นรายบุคคล-นิติบุคคลเพื่อป้องกันการกักตุน ตั้ง “ศูนย์กระจายหน้ากาก” บริหารจัดการหน้ากาก 38 ล้านชิ้นทั่วประเทศ หลังสั่งโรงงานเร่งผลิตทั้ง 7 วัน

การกำหนดให้ “หน้ากากอนามัย” เป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1/2563 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์การขาดแคลนหน้ากากอนามัยดีขึ้น แต่กลับปรากฏการขาดแคลนอย่างหนัก ท่ามกลางความวิตกกังวลถึงการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่คาดการณ์จะเข้าสู่การระบาดใหญ่ในระยะที่ 3 ส่งผลให้เกิดการแตกตื่นกักตุนหน้ากากอนามัยและฉวยโอกาสขึ้นราคาสูงเป็นหลายเท่าตัว โดยที่กรมการค้าภายใน ในฐานะหน่วยงานหลักไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ยิ่งคุม หน้ากากยิ่งขาดหนัก

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเข้ามาว่า จากการตระเวนสำรวจร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ อาทิ ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น, เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส, มินิ บิ๊กซี, ร้านขายยา หลายแห่งในกรุงเทพฯ-นนทบุรี พบว่า ยังมีประชาชนเดินทางไปที่ร้านเพื่อซื้อหน้ากากอนามัยอย่างต่อเนื่อง แต่ร้านค้าจะชี้แจงลูกค้าไปในทิศทางเดียวกันว่า “หน้ากากหมด” “ไม่มีของ” “ของยังไม่มา” บางสาขาแจ้งว่า ได้รับการกระจายหน้ากากมาน้อยมากแค่ 5-10 ชุดเท่านั้น และแต่ละสาขาได้หน้ากากไม่เท่ากัน และยังไม่ทราบว่าของจะมาเมื่อไหร่

จากการสอบถามไปยังบริษัทผู้ผลิตหน้ากากอนามัยรายใหญ่ ถึงมาตรการที่กรมการค้าภายในออกมา หลังจากที่กำหนดให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ “บังคับ” ให้โรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัย (ประมาณ 11 โรง) จะต้องแบ่งหน้ากากอนามัยมาให้กระทรวงพาณิชย์-กระทรวงสาธารณสุข วันละ 600,000 ชิ้น (11 โรงสามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้วันละ 1,350,000 ชิ้น) ส่วนอีก 750,000 ชิ้น ให้โรงงานผลิตหน้ากากจัดจำหน่ายตามช่องทางปกตินั้น

บริษัทผู้ผลิตหน้ากากอนามัยรายนี้มีความเห็นว่า ยิ่งราชการเข้ามาควบคุมหน้ากากอนามัย ยิ่งเป็นการ “บิดเบือนกลไกตลาด” และเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้หน้ากากอนามัยขาดตลาด ปกติเมื่อหน้ากากอนามัยออกจากโรงงานก็จะกระจายไปยังบริษัทดิสตริบิวชั่นเพื่อส่งไปตามช่องทางต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่การถูก “บังคับ” ให้เอาหน้ากากอนามัยไปกองไว้ (600,000 ชิ้น/วัน) ที่กระทรวงพาณิชย์-กระทรวงสาธาณสุข ส่งผลให้กระบวนการส่งสินค้าล่าช้าออกไป

ลักลอบส่งออกหน้ากาก

นอกจากการ “บังคับ” แบ่งหน้ากากอนามัยจากโรงงานผู้ผลิตมาไว้ที่กระทรวงพาณิชย์-กระทรวงสาธารณสุขแล้ว คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ยังออกประกาศฉบับที่ 2 เรื่องการควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งหน้ากากอนามัย ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อป้องกันการขาดแคลนหน้ากากอนามัยภายในประเทศด้วย ผลการห้ามส่งออกหน้ากากได้ก่อให้เกิดการ “ลักลอบ” ส่งออก จาก “ส่วนต่าง” ราคาหน้ากากที่เป็นที่ต้องการของประเทศที่เกิดการระบาดใหญ่สูงหลายเท่าตัว

ทั้งนี้ มีหลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า เกิดการลักลอบส่งออกหน้ากากอนามัยก็คือ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้ทำการตรวจยึดหน้ากากอนามัยที่ลักลอบส่งออกได้ถึง 100,000 ชิ้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าที่ตรวจจับไม่ได้นั้น ลักลอบส่งออกไปแล้วเท่าไหร่ ตรงนี้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หน้ากากอนามัยขาดแคลนภายในประเทศอย่างหนัก

สำหรับการส่งออกหน้ากากอนามัยในเดือนมกราคม 2563 ก่อนที่คณะกรรมการกลางฯจะออกประกาศห้ามส่งออกนั้น ปรากฏมีการส่งออกหน้ากากกรองฝุ่นละออง/หมอกควัน/สารพิษ ไปทั้งหมด 186,098 กก. คิดเป็นมูลค่า 75.33 ล้านบาท และหน้ากากสำหรับผ่าตัด 5,993 กก. คิดเป็นมูลค่า 6.31 ล้านบาท โดยบริษัทผู้ส่งออกหน้ากากกรองฝุ่นละอองสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บจก.เค.ที.เซอร์วิส, บจก.สยาม โคเค็น, บจก.เอ็มเมอรัลด์ นอนวูเว่น อินเตอร์เนชั่นแนล, หจก.กู๊ดส์ นิวส์ ซีฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ บจก.หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) ส่วนบริษัท

ผู้ส่งออกหน้ากากสำหรับใช้ในห้องผ่าตัด 5 ลำดับแรก ได้แก่ บจก.เอ แอนด์ อินเตอร์เทรดดิ้ง, บจก.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย), บจก.วุฒิ อินเตอร์ดรักส์ 2010, บจก.จงเซ่อรับเบอร์ (ไทยแลนด์) และนายอมเรส จันทร์ทิพย์ มีข้อสังเกตว่า บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ กับบริษัทหัวเว่ยฯ เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนบริษัทจงเซ่อรับเบอร์ เป็นผู้ผลิตยาง ทั้ง 3 รายไม่มีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยแต่อย่างใด

กำหนดปริมาณถือครองหน้ากาก

ล่าสุด นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องพร้อมกับแจ้งว่า จะเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพิจารณาออกประกาศให้ “ผู้ใด” ถือครองหน้ากากอนามัยไว้ใน “ขณะใดขณะหนึ่ง” เกินกว่าปริมาณที่กำหนด ต้องแจ้งปริมาณที่ถือครองต่อกรมการค้าภายใน (คน.) ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 2542 เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า จากเดิมที่ กกร.กำหนดให้สินค้าเป็นสินค้าควบคุมให้แจ้งปริมาณ สถานที่จัดเก็บ รวมถึงห้ามส่งออก (4 ก.พ. 2563)

“หาก กกร.เห็นชอบแล้ว เราจะกำหนด ปริมาณที่เหมาะในการถือครองจะผ่อนผันได้บ้าง เช่น สมาคมร้านขายยา สถานพยาบาล รวมถึงผู้ขายผ่านออนไลน์หรือออฟไลน์ด้วย ในกรณีที่พบการกระทำความผิดจะมีโทษเพิ่มอีก 1 ข้อหา คือ จำคุก 7 ปี ปรับ 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ส่วนการบริหารจัดการหน้ากากอนามัย หลังจากที่ได้มีการตั้ง “ศูนย์กระจายและบริหารจัดการสินค้าหน้ากากอนามัย” แล้ว (2 มีนาคม 2563) ศูนย์นี้ก็จะทำหน้าที่บริหารจัดการสินค้าหน้ากากอนามัยที่ผลิตในประเทศ 100% ของกำลังการผลิต หรือทั้งหมด 38 ล้านชิ้น/เดือน จากที่เดิมก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์บริหารจัดการเพียง 40-45% ของกำลังการผลิตปกติ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันไม่ให้มีหน้ากากอนามัยเล็ดลอดออกไป

“เมื่อวานนี้ รองนายกฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ได้ประชุมร่วมกับผู้ผลิตหน้ากากอนามัย 11 โรงงาน ขอความร่วมมือให้โรงงานเร่งกำลังการผลิตไม่เว้นวันหยุด หรือพักเครื่อง เพื่อให้มีสินค้ามากที่สุดอีก 2 ล้านชิ้น จากเดิมที่ผลิตได้ 36 ล้านชิ้น เป็น 38 ล้านชิ้นต่อเดือน ขณะที่ความต้องการหน้ากากอนามัยเพิ่มเป็น 5 เท่า จากภาวะปกติที่มีการผลิต 30 ล้านชิ้น/เดือน เท่ากับกลายเป็นร้อยกว่าล้านชิ้น”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หน้ากากอนามัย โควิด-19