โบรกฯ หวั่นประชุมโอเปกไร้ข้อสรุปกระทบหุ้นไทยร่วงทดสอบ 1,320 จุด
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี เปิดเผยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 9 มี.ค.63 ว่า ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นลบ โดยคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) จะอ่อนตัวทดสอบบริเวณจุดต่ำสุดเดิมที่ 1,320 จุด จากแรงกดดันราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงแรงหลังที่ประชุม OPEC และพันธมิตรในสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้ข้อสรุปในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ซาอุดิอาระเบียออกมาตอบโต้ด้วยการปรับลดราคาขายน้ำมันลงและประกาศความพร้อมที่จะเพิ่มการผลิตน้ำมันเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดจากรัสเซีย ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นลบต่อกลุ่มน้ำมัน โรงกลั่นและปิโตรเคมีอย่างหนัก
นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องเดิมจากไวรัสโคโรน่าสายพัใหม่ (COVID-19) ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกโดยล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 แสนรายแล้วนั้น จะฉุดให้เศรษฐกิจทั่วโลกหดตัวลง และส่งผลให้ภาวะการลงทุนยังคงเป็นการปิดความเสี่ยว (Risk off) ต่อไป โดยสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ราคาทองคำดีดตัวขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลง
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกลงทุนรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบทรุดตัวลงแรง ได้แก่ TASCO, EPG, STEC และ CK กลุ่มโรงแรม CENTEL และ ERW กลุ่มค้าปลีก CPALL, HMPRO และ BJC ได้อานิสงส์ ครม.เศรษฐกิจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1 แสนล้านบาท
กลุ่มไฟแนนซ์ MTC, SAWAD และ KTC ตอบรับต้นทุนการเงินลดลงจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลง และกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) และปันผลสูง ได้แก่ ADVANC, INTUCH และ TTW
ส่วนหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ ADVANC (ราคาปิด 196.00 บาท ซื้อ/เป้า 247.00 บาท) เนื่องจากได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 น้อยสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ และยังได้ผลบวกจากการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้มีการย้ายเงินลงทุนเข้าหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอและให้อะตราเงินปันผล (Dividend Yield) สูงเพิ่มมากขึ้น โดย ADVANC ในปี 2563 คาดว่าจะจ่ายปันผล 7.9 บาท/หุ้นให้ Dividend Yield ประมาณ 3.9%
ถัดมา TU (ปิด 15.40 บาท ซื้อ/เป้า 17.50 บาท) ได้บรรยากาศเชิงบวกค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์และค่าเงินยูโร โดยคาดว่า TU จะได้ประโยชน์มากสุดเพราะมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกมากที่สุดของกลุ่มคิดเป็น 75% ของรายได้รวม ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/63 โตต่อเนื่องจากมาร์จิ้นและปริมาณขายเพิ่มขึ้น หลังจากราคาทูน่ากลับมาเร่งตัวขึ้นจาก 900 ดอลลาร์/ตัน ในช่วงไตรมาส 3/62 มาอยู่ที่ 1,450 ดอลลาร์/ตันในปัจจุบัน