เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สุรศักดิ์ รับ ‘น้ำท่วมภูเก็ต’ กระทบเศรษฐกิจแต่ไม่มาก หวังอีเวนต์ปลายปีดันท่องเที่ยว
Politics สุรศักดิ์ รับ ‘น้ำท่วมภูเก็ต’ กระทบเศรษฐกิจแต่ไม่มาก หวังอีเวนต์ปลายปีดันท่องเที่ยว
โหมโรงก่อนเลือกตั้ง  Midterm สหรัฐ 2026  นักลงทุนต้องจับตาอะไรบ้าง ?
Finance โหมโรงก่อนเลือกตั้ง  Midterm สหรัฐ 2026  นักลงทุนต้องจับตาอะไรบ้าง ?
RECO Collective 2026 ต่อยอด ‘ผ้ารีไซเคิล’ สู่ค้าปลีก
Biz Movement RECO Collective 2026 ต่อยอด ‘ผ้ารีไซเคิล’ สู่ค้าปลีก
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (29 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (29 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
‘การบินไทย’ โหมโรง Beauty Contest
สามัญสำนึก ‘การบินไทย’ โหมโรง Beauty Contest
ฝนถล่มภูเก็ต น้ำท่วมหลายพื้นที่ ‘รมว.ท่องเที่ยว’ คาดส่งผลกระทบเศรษฐกิจไม่มาก
เศรษฐกิจภูมิภาค ฝนถล่มภูเก็ต น้ำท่วมหลายพื้นที่ ‘รมว.ท่องเที่ยว’ คาดส่งผลกระทบเศรษฐกิจไม่มาก
TACC ย้ายเข้าเทรด SET วันนี้! เล็งขยายฐานนักลงทุน รุกเครื่องดื่มสุขภาพปั้นรายได้ใหม่
Finance TACC ย้ายเข้าเทรด SET วันนี้! เล็งขยายฐานนักลงทุน รุกเครื่องดื่มสุขภาพปั้นรายได้ใหม่
หุ้นไทยวันนี้แกว่ง 1,560-1,575 จุด รับ กนง.อัพ GDP-เฟดคงดอกเบี้ย ชู 4 ธีมหุ้นเด่น
Finance หุ้นไทยวันนี้แกว่ง 1,560-1,575 จุด รับ กนง.อัพ GDP-เฟดคงดอกเบี้ย ชู 4 ธีมหุ้นเด่น
ตลท.จี้ ROH แจงอนาคตธุรกิจ หลัง GROREIT โหวตขายโรงแรม หวั่นกระทบรายได้หลัก
Finance ตลท.จี้ ROH แจงอนาคตธุรกิจ หลัง GROREIT โหวตขายโรงแรม หวั่นกระทบรายได้หลัก
ความไม่ลงรอยในยุโรป สะเทือนถึงเอกภาพสหภาพ
World ความไม่ลงรอยในยุโรป สะเทือนถึงเอกภาพสหภาพ
ดูทั้งหมด

ไม่ใช่แค่หน้ากากอนามัยที่ขาด

15 มี.ค. 2563 | 10:45น.

ชั้น 5 โดย กษมา ประชาชาติ

 

หลายคนคงเคยเห็นรูปแมวมอมแมมตลกร้ายบนโซเชียล ที่มีข้อความบรรยายใต้ภาพว่า “ถ้าใจเราสะอาด..ไม่ต้องอาบน้ำก็ได้”

วลีนี้คล้ายกับช่วงแรกของปัญหาการบริหารจัดการหน้ากากอนามัยที่ประชาชนถูกสะกดจิตว่า “หน้ากากอนามัยไม่ขาดตลาด” แต่แท้จริงแล้ว “หน้ากากอนามัยขาดตลาด” 

ข้อมูลปรากฏชัดว่า ไทยมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย 11 โรง ผลิตเต็มที่ 100% ได้ 36 ล้านชิ้นต่อเดือน ไม่เพียงต่อความต้องการของคนไทยทั้งประเทศ 60-70 ล้านคน หากใช้ทุกคนวันละ 60-70 ล้านชิ้นต่อวัน หรือ 180-210 ล้านชิ้นต่อเดือน  

ตามหลัก “กลไกตลาด” เมื่อซัพพลายน้อย-ดีมานด์มาก ผลคือ ราคาสูง นำไปสู่ปรากฏการณ์ราคาหน้ากากอนามัยจากชิ้นละ 2.50 บาท แพงทะลุไปถึงหลักสิบ หลักร้อย และหายากดังทองคำ

การแก้ปัญหาของกระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งถือดาบตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่ให้อำนาจรัฐแทรกแซงในช่วงที่ไม่อาจจะปล่อยให้กลไกตลาดทำงานปกติ นำมาสู่การขึ้นบัญชีหน้ากากอนามัยเป็น “สินค้าควบคุม” เปิดทางให้สามารถ
ออก “มาตรการดูแล” เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2563 

ไทม์ไลน์การกำหนดมาตรการดูแลเริ่มจากบังคับให้ผู้ถือครองหน้ากากอนามัย 500 ชิ้น แจ้งปริมาณ สถานที่จัดเก็บ โครงสร้าง ราคาต้นทุน ก่อนจะยกระดับเป็นบังคับให้ผู้ส่งออกต้องขออนุญาตและปันส่วนที่ผลิต
ได้มาขายในประเทศ 50 : 50  และตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัย” ที่ได้รับปันส่วนมา 30% แต่ที่เหลืออีก 70% เป็นไปตามคำสั่งซื้อปกติ 

“ศูนย์จะแมตช์ข้อมูลระหว่างผู้ใช้ ผู้ผลิตว่ามีเท่าไร ก่อนส่ง โดยตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุขรับหน้าที่รวบรวมความต้องการในส่วนโรงพยาบาลในสังกัดจากนั้นให้โรงงานนำหน้ากากไปส่งมอบและรับชำระเงิน เพื่อให้เงินไม่ต้องผ่านมือกระทรวงพาณิชย์ ส่วนพาณิชย์ทำหน้าที่กระจายให้ค้าปลีกเท่านั้น”

ผลคือการบริหารจัดการยังไม่เวิร์ก มิหนำซ้ำมีการโก่งราคาหน้ากาก บนโซเชียลอย่างครึกโครม นำมาสู่ข้อถกเถียงว่า ควร “จำกัดการถือครอง” ให้คนละกี่ชิ้น เพื่ออุดช่องการเวียนเทียนนำไปขายในโซเชียล 

แต่ยิ่งแก้ยิ่งขาดหนัก “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ จึงเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง และ 11 โรงงาน ในเย็นวันที่ 3 มี.ค. 63 ก่อนจะประชุม กกร. วันที่ 4 มี.ค. 63 เล่นบทโหดกุมอำนาจบริหารหน้ากากอนามัยแบบเบ็ดเสร็จไว้ใน “ศูนย์กระจายและบริหารจัดการกระจายหน้ากากอนามัย” และบังคับขายไม่เกินชิ้นละ 2.50 บาท พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ประจำโรงงานตรวจสอบการผลิต รายงานสถานการณ์เรียลไทม์ และจัดรถโมบายช่วยขายหน้ากาก 111 คันทั่วไทย

ศูนย์ดังกล่าวประกอบด้วย ตัวแทนกรมการค้าภายใน กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ตัวแทน รพ.สังกัดกรุงเทพมหานคร รพ.ท้องถิ่นรพ.สังกัดมหาวิทยาลัย รวมถึงกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นับ 10 หน่วยงาน แต่ใช้หลักบริหารจัดการเดียวกับช่วงแรกและไม่ได้แจงตัวเลขว่าใครได้เท่าไร

ฟางเส้นสุดท้ายในใจประชาชน คือ บุคลากรทางการแพทย์ประกาศขอรับบริจาคหน้ากากทางโซเชียลมีเดีย สังคมตั้งคำถามถึง “การจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการและความโปร่งใสในการดำเนินงานที่ไม่เพียงบิดเบือนกลไกตลาด แต่ยังบกพร่องรุนแรง”  

กระทรวงพาณิชย์สมควรจะถูกตำหนิในฐานะผู้รับผิดชอบเบอร์ 1 แต่งานอื่นในองค์คณะก็ควรมีส่วนถูกตำหนิด้วยเช่นกัน เหตุใดรับหน้าที่จัดสรรให้บุคลากรทางการแพทย์แต่ไปไม่ถึง  และที่สำคัญรัฐควรโฟกัสปัญหาหลัก คือ การป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกช่องทางทุกอุปกรณ์ 

ตัวอย่างแค่เรื่องหน้ากากอนามัยผ้า ที่ทำง่าย-รวดเร็วที่สุด ไม่ต้องอาศัยงบฯ ประชาชนสามารถประยุกต์ใช้ผ้าบางชนิดที่มีในครัวเรือนมาตัดเย็บให้ตัวเอง และครอบครัว ทั้งยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย แต่มาตรการนี้กลับล่าช้า

การแก้ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่แค่การบริหารจัดการหน้ากากฯ แต่หาก คือ “การบริหารจัดการความขาดแคลน” ซึ่งมีทั้ง “การขาดน้ำและอากาศบริสุทธิ์” ปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่ประชาชนต้องได้รับ แต่รัฐบาลยังแก้ไม่ตกทั้งภัยแล้ง และฝุ่น PM 2.5  

ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาที่สะสมเป็นชนวนเหตุความสิ้นหวัง และวลียอดฮิต #ผนงรจตกม.  

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หน้ากากอนามัย ไวรัสโควิด-19