เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เปิดไทม์ไลน์ 35 วัน ข้อพิพาทหน้ากากอนามัย ปมเหตุเด้ง อธิบดีกรมการค้าภายใน

15 มี.ค. 2563 | 14:02น.

ย้อนรอยไทม์ไลน์การแก้ปัญหา หน้ากากอนามัย เป็นผลสืบเนื่องจากไทยมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย 11 โรง สามารถผลิตได้ 36 ล้านชิ้นต่อเดือน ขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้น 5 เท่า จาก 20 เป็น 100 ล้านชิ้นต่อเดือน หลังจากเกิดปัญหาการระบาดของโควิด-19 และราคาขายได้ปรับขึ้นไปจากชิ้นละ 2.50 บาทเป็นร้อยบาท และยังไม่สามารถ หาซื้อได้

ที่ผ่านการแก้ปัญหาด้วยมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ซึ่งถือดาบตามกฎหมาย พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ 2542 (กรมการค้าภายในเป็นฝ่ายเลขานุการ) ได้กำหนดให้สินค้าหน้ากากอนามัยเป็น “สินค้าควบคุม” เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2563 และกำหนดมาตรการขั้นเริ่มจากบังคับให้ผู้ถือครองหน้ากากอนามัย 500 ชิ้น เจลล้างมือ ต้องแจ้งปริมาณ สถานที่จัดเก็บ แจ้งโครงสร้างราคาต้นทุน

และค่อยๆยกระดับขึ้นเป็นบังคับให้ผู้ที่ต้องการส่งออกต้องขออนุญาต และปั่นส่วนที่ผลิตเพื่อขายในประเทศด้วย 50 : 50 พร้อมทั้ง ตั้งศูนย์บริหารจัดการหน้าการอนามัยจากที่ได้รับปั่นส่วนมา ประมาณ 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% ยังคงให้เอกชนบริหารตามคำสั่งซื้อปกติ

แต่ปัญหาการขาดแคลนยังไม่ยุติทั้งยังมีการโก่งราคาขายในโซเชียล เกิดกรณีบุคคลใกล้ชิดรัฐมนตรีกักตุนหน้ากาก อนามัย 200 ล้านชิ้น และบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนหน้า

ในเย็นวันที่ 3 มี.ค. 63 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ จึงเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง และ 11 โรงงาน ก่อนจะประชุมกกร.วันที่ 4 มี.ค.63 กุมอำนาจบริหารหน้ากากอนามัยแบบเบ็ดเสร็จ 100% ไว้ใน “ศูนย์กระจายและบริหารจัดการกระจายหน้ากากอนามัย” และการจำกัดเพดานราคาจำหน่าย ชิ้นละ 2.50 บาท พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ประจำที่โรงงานตรวจสอบการผลิตและรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และการจัดรถโมบายขายหน้ากาก 111 คันทั่วไทยแต่ทำดฃได้เพียง 1 วันก็ยกเลิก

ต่อมา ปมปะทะ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2563 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เดินทางไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาการหมิ่นประมาทโดยการประชาสัมพันธ์ เพราะเอาข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาออกสื่อ ทำให้กรมการค้าภายใน ได้รับความเสียหาย กับนายชัยยุทธ คำคูณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน 11 กุมภาพันธ์ ถึงตัวเลขรายงานการส่งออกหน้ากากอนามัยในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2563 มีการส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งสิ้นกว่า 330 ตัน คิดเป็นมูลค่า 160 ล้านบาท โดยเป็นการให้ส่งออกหน้ากากอนามัย ตามใบอนุญาตของกรมการค้าภายใน

นายวิชัย ย้ำว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนเพราะหลังจากมีการประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุมและ ก็ไม่ได้อนุญาตให้มีการส่งออกแล้ว ยกเว้นกรณีที่หน้ากากอนามัยที่ไม่ใช้ในไทยและหน้ากากที่มีลิขสิทธิ หรือมีเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมียื่นขออนุญาตส่งออก รวม 53 ล้านชิ้น แต่คณะกรรมการฯ พิจารณาให้ส่งออกได้เพียง 12.7 ล้านชิ้น ซึ่งจำนวนการส่งออกจะสำแดงเป็นชิ้น ไม่ใช่คิดเป็นปริมาณตัน

“ให้มีการส่งออกไปได้นั้นมีแค่อยู่ในช่วง 17-28 กุมภาพันธ์ 2563 ส่วนการขออนุญาตส่งออกในเดือนมีนาคม 2563 นี้ยังไม่มีการพิจารณาใดๆ ส่วนที่มีการปฏิเสธไม่ให้อนุญาตส่งออกมีถึง 41 ล้านชิ้นส่วนที่อนุญาตไปนั้นมีเพียง 12.7 ล้านชิ้นพิจารณาเป็นอยู่ที่ 40 ตัน”

แต่ก็เกิดจุดหักมุม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2563 ได้มีการเผยแพร่ เอกสารใบอนุญาตส่งออกหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ปรากฎลายเซ็น นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายในให้กับบริษัท เอ็มเมอรอลด์ นอนวูเว่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำนวน 1.03 ล้านชิ้น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 หรือในช่วงหลังกระทรวงพาณิชย์ประกาศใช้มาตรการห้ามส่งออก เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563

นายวิชัย ออกมาชี้แจงว่าเคสดังกล่าว เป็นไปตามเงื่อนไขการส่งออกที่กำหนด
กล่าวคือ ต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ กกร ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาต้องหน้ากากอนามัยที่ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในประเทศ หรือเป็นสินค้าที่มีลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ และโรงงานที่ผลิตได้รับบีโอไอให้ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น รวมถึงหน้ากากเฉพาะที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ถึงจะอนุญาต ให้ส่งออกได้

ซึ่งในการพิจารณามีคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ที่กกร.แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผู้แทนองค์การเภสัชกรรม และผู้แทนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้แทนจากกรมการค้าภายใน ร่วมกันพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ซึ่งในการพิจารณาอนุญาตส่งออกแต่ละครั้งผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะพิจารณาชนิด และคุณภาพของหน้ากากอนามัย หากปรากฏว่าเป็นสเป็คดังกล่าวข้างต้นจึงจะอนุญาตให้ส่งออกได้ แต่หน้ากากอนามัยแบบที่ไทยต้องใช้ ไม่มีการอนุญาตให้ส่งออก

ดังนั้น เคสดังกล่าว เป็นการผลิตตามกฎหมายบีโอไอ ส่วนเคสอื่นขอยืนยันว่าไม่อนุญาตให้ส่งออกหน้ากากอนามัยที่ใช้ในประเทศอย่างแน่นอน

ไม่เพียงเท่านั้น ในจังหวะเดียวกันยังมีปัญหา ระหว่างกรมการค้าภายในและสมาคมร้านขายยา จากกรณีที่นายเทพรักษ์ สุรทานต์นนท์ ประธานสภาที่ปรึกษาสมาคมร้านขายยา ออกข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 8 มี.ค.2563 ว่า ตามที่มีมีข่าวปรากฏทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ ว่ากรมการค้าภายในได้จัดสรรหน้ากากอนามัยให้แก่ สมาคมร้านขายยา วันละ 2.5 หมื่นชิ้น เพื่อจำหน่ายกับผู้ที่ต้องการนั้น สมาคมร้านขายยาขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า จนถึงขณะนี้สมาคมฯ ยังไม่ได้เคยได้รับหน้ากากอนามัย จากกรมการค้าภายในเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้น เพื่อความยุติธรรม ตลอดจนลดแรงกดดัน และเพื่อให้สมาคมร้านขายยาที่มีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ ช่วยลดช่องว่าง ช่วยแบ่งเบาภาระทางราชการในการป้องกันไวรัส COVID-19 สมาคมร้านขายยา ขอเรียกร้อง กรมการค้าภายใน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตามที่ปรากฏเป็นข่าวด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง

ประเด็นดังกล่าวนำมาสู่ปม ‘อธิบดีให้สมาคมขอโทษ’ ก่อนที่จะจัดสรรหน้ากากอนามัยให้ ซึ่งกรมการค้าภายในก็ออกโรงแจงว่าไม่เคยให้มีการขอโทษ และได้จัดสรรหน้ากากอนามันให้สมาคม จำนวนม30,000 ชิ้นในวันที่ 13 มีนาคมต่อมา

รายงานข่าวระบุว่า หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นนี้อาจจะมีความเชื่อมโยงในทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่กุมอำนาจในสองกระทรวง แต่อธิบดี เป็นเหยื่อทางการเมือง อย่างไรก็ตามต้องติดตามหลังจากนี้ ‘ใคร’จะเป็นผู้รับหน้าที่ในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัยแทนนายวิชัย