“ยูนิแอร์” ขายความอึด เติมนวัตกรรม…สยายปีกโกลบอล
คอลัมน์ BIZ ว้าววว
แม้ปัจจุบันตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะถูกยึดครองโดยแบรนด์ต่างชาติทั้งญี่ปุ่น เกาหลี และจีน แต่ “ตลาดแอร์” โดยเฉพาะในกลุ่มแอร์พาณิชย์สำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่อย่าง โรงงาน โรงแรม อาคารสำนักงาน ยังเป็นเซ็กเมนต์หนึ่งที่สินค้าแปะตราเมดอินไทยแลนด์ ยังสามารถยืนหยัดสู้กับอินเตอร์แบรนด์ได้
การันตีด้วยการเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 รองจากจีน โดยมีจุดขายทั้งด้านความทนทาน ประหยัดพลังงาน และการออกแบบตามดีมานด์ของลูกค้าแต่ละราย
“ยูนิแอร์” (Uni-Aire) หรือฉายาว่า “แอร์พันธุ์อึด” เป็นผู้เล่นที่อยู่ในตลาดนี้มาอย่างยาวนานกว่า 42 ปี มีผลงานส่งออกแอร์ไปยังกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และเข้าสู่รุ่นที่ 3 แล้วนั้นยังคงมีแผนรุกตลาดและลอนช์สินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องทั้งแอร์พาณิชย์และแอร์บ้าน
“ณรัณ ศิริสันธนะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิแอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เล่าถึงความเป็นมาของยูนิแอร์ให้กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธุรกิจนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2515 โดยคุณแม่ “จินตนา ศิริสันธนะ” ซึ่งจบด้านวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองเห็นโอกาสทางธุรกิจเกี่ยวกับแอร์เนื่องจากการเป็นเมืองร้อน และสมัยนั้นยังไม่มีโรงงานแอร์ในไทย ต้องอาศัยการนำเข้าซึ่งค่าใช้จ่ายสูงและรอนาน

จึงได้ร่วมมือกับคุณตา “เกรียง เธียรลิขิต” และคุณลุง “กรีฑา เธียรลิขิต” ตั้งโรงงาน “ยูนิแฟ้บ อีควิปเมนต์” บริเวณสาธุประดิษฐ์ ผลิตอะไหล่ให้กับแบรนด์ต่างประเทศก่อนจะพัฒนามาผลิตคอยล์ร้อน-เย็น ตามด้วยชิลเลอร์ จนสามารถผลิตได้ครบวงจรทั้งเครื่องเมื่อปี 2518 และเริ่มส่งออกในปีเดียวกัน ก่อนจะย้ายโรงงานมาบริเวณกิ่งแก้ว ติดกับสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2529 จนถึงปัจจุบันมีกำลังผลิต 1.9 แสนยูนิตต่อปี ส่งออกสัดส่วน 30%
ส่วนชื่อ “ยูนิแอร์” นั้นมาจากชื่อ “ยูนิแฟ้บ อีควิปเมนต์” โดยเพิ่มคำว่า “แอร์” เข้าไปแทน “อีควิปเมนต์” ที่แปลว่า ชิ้นส่วนเพื่อสะท้อนความสามารถผลิตแอร์ได้แบบครบวงจรแล้ว
ในด้านการสร้างแบรนด์อาศัยตัวสินค้าที่เน้นความทนทานเป็นตัวสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าจนเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งปัจจุบันยังคงมีนวัตกรรมด้านความทนทานออกมาต่อเนื่อง อาทิ การเคลือบแผงระบายความร้อนและใช้ไฟเบอร์กลาสทำตัวถังเพื่อให้ทนการกัดกร่อนตอบโจทย์ผู้บริโภค-ผู้ประกอบการโรงงานที่มักมีไอระเหยของสารเคมี รวมถึงในพื้นที่ริมทะเลหรือเกาะ เช่น เกาะช้าง โดยสามารถใช้งานได้ถึง 10 ปี นานกว่าคู่แข่งถึง 5 เท่า ขณะเดียวกันยังมีโฆษณาทีวีที่ลอนช์ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา
โดยนวัตกรรมล่าสุดที่เป็นจุดขายขณะนี้ คือ เครื่องทำน้ำเย็น หรือชิลเลอร์ ระบบอินเวอร์เตอร์ ขนาดตั้งแต่ 12-50 ตัน ซึ่งใช้พื้นที่น้อยกว่ารุ่นเดิม 50% ตอบโจทย์เรื่องประหยัดพื้นที่และความยืดหยุ่นในการใช้งาน ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างพัฒนาระบบไอโอที (IoT) เพื่อตรวจสอบแอร์ผ่านอินเทอร์เน็ตช่วยลดปัญหาจากการใช้งานและเพิ่มความเร็วของบริการหลังการขาย เช่นเดียวกับกระบวนการผลิตแอร์ในสีสันและลวดลายต่าง ๆ ตอบโจทย์กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาฯที่ต้องการคุมโทนสีของโครงการ
สำหรับทิศทางจากนี้จะพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อัพเกรดตัวบริษัทและการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง อาศัยประสบการณ์ของตนที่เคยทำงานกับ “อินเทล” ยักษ์ไอทีของสหรัฐมาปรับใช้ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวตามเทรนด์โลกอย่าง ไอโอที และจับมือสถาบันยานยนต์นำระบบการผลิตแบบโตโยต้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเน้นส่งออกมากขึ้นเพื่อจับตลาดโลกที่ใหญ่กว่า โดยตั้งเป้าสัดส่วนไว้ที่ 50% ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า
สำหรับปีนี้คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตประมาณ 10% ตามเป้าขั้นต่ำ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศช่วงหน้าร้อน แต่มีรายได้จากงานโครงการเข้ามาชดเชย
“แม้จีนจะได้เปรียบด้านกำลังผลิตและต้นทุน แต่แบรนด์ไทยรวมถึงบริษัทเอง มีจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญและความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ใช้สินค้ามานาน จนสามารถรักษาตำแหน่งผู้ส่งออก อันดับ 2 ของโลกไว้ได้ จึงเชื่อว่าจะสามารถขยายตลาดต่างประเทศได้อีก”