สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) เดินมาถึง “ทางสองแพร่ง” บนบ่าของรัฐบาล
“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี-รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ต้องตัดสินใจ “ต่อ” หรือ “ผ่อนปรน” อำนาจพิเศษ-เคอร์ฟิว
30 เม.ย. 63 จะครบกำหนด 1 เดือนของการฉีดยาแรง-การประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และครบ 28 วัน ของการเคอร์ฟิว
ในช่วงโค้งหักศอก ชุดข้อมูลการ “คลายล็อก-กึ่งล็อกดาวน์” ถูกส่งถึงมือ”พล.อ.ประยุทธ์” จำนวน 3 ชุด
แฟ้มคลายล็อก 3 ชุด ในมือบิ๊กตู่
ชุดที่ 1 ของทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่มี “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมช.สาธารณสุข เป็นตัวตั้ง-ตัวตี
“หมอเลี้ยบ” ทำแผน “เปิดเมือง” ใส่มือ พล.อ.ประยุทธ์ 3 เฟส เฟสที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม เฟสที่ 2 วันที่ 15 พฤษภาคม และเฟสที่ 3 วันที่ 1 มิถุนายน
โดยเปิดกิจการ-สถานที่ในพื้นที่สีเขียวก่อน รวมถึงเปิดกิจการสีเขียวในพื้นที่สีเหลือง-สีแดง เช่น ร้านตัดผม-เสริมสวย ตลาดและร้านอาหาร
ชุดที่ 2 ของ “คณะที่ปรึกษาภาคเอกชน-ธุรกิจ” ที่มี “ทศพร ศิริสัมพันธ์” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตามข้อเสนอ “รีสตาร์ตธุรกิจ” ของภาคธุรกิจในวันที่ 1 พ.ค. 63
ชุดที่ 3 ของ “ทีมความมั่นคง” ที่มีสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นแม่งาน ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสำคัญมากที่สุด จากเดิมที่ใช้ข้อมูลสาธารณสุขเป็นหลัก
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 เม.ย.ก่อนครบกำหนดการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในวันที่ 30 เม.ย. การอยู่หรือไปของมาตรการเข้มข้น หรือ จะผ่อนคลายลง อยู่ที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจบนทางสองแพร่ง
แพ็กเกจรีสตาร์ตธุรกิจ
แพร่งที่หนึ่ง การ “เปิดไฟเขียว” กิจการ-ห้างร้าน เพื่อ “รีสตาร์ต” เศรษฐกิจชาวบ้าน ให้บรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้งหรือไม่
“ศบค.วงเล็ก” ได้วิเคราะห์แนวโน้ม-ความเป็นไปได้ว่า “ยังมีความจำเป็นต้องต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป แต่จะมีการผ่อนปรนในบางจังหวัด-บางพื้นที่-บางกิจการ”
พื้นที่ที่มีแนวโน้มคลายล็อกดาวน์ คือ พื้นที่สีเขียวเข้ม-ไม่มีผู้ป่วยมาก่อน 9 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยนาท ตราด น่าน บึงกาฬ พิจิตร ระนอง สิงห์บุรี อ่างทอง
พื้นที่สีเขียว-ไม่มีรายงานผู้ป่วยช่วง 28 วันที่ผ่านมา 9 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ลพบุรี อุทัยธานี เพชรบูรณ์ แพร่ สุโขทัย มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด
ขณะที่พื้นที่สีแดง-มีรายงานผู้ป่วยช่วง 7 วันที่ผ่านมา 14 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น ภูเก็ต ยะลา สงขลา นราธิวาส ปัตตานี ชุมพร
กึ่งล็อกดาวน์ห้าง-ร้านค้า
เตรียมมาตรการ “กึ่งล็อกดาวน์” รับมือการเปิดห้างสรรพสินค้า สำหรับผู้รับบริการ เช่น ใส่หน้ากากผ้าตลอดเวลาที่อยู่ในห้าง สำหรับผู้ประกอบการ เช่น ต้องจัดสถานที่มีบริเวณชัดเจน จัดบริเวณนั่งรอรับบริการห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร
เปิดร้านที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น ร้านโทรศัพท์ ธนาคาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และค่อย ๆ ขยายการเปิดร้านทุกสัปดาห์ เมื่อไม่พบผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องในห้าง จำกัดจำนวนคนเข้าไม่เกิน 1 คนต่อตารางเมตร (ให้มีทางเข้าออกทางเดียว) หรือจำกัดระยะเวลาจอดรถ
ไม่มีการจัดกิจกรรมที่อาจทำให้คนรวมตัวกัน เช่น โปรโมชั่น นาทีทอง โซนอาหารให้จัดที่นั่งห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร หรือให้เฉพาะ take away
พนักงานและเจ้าของร้าน ต้องมีการคัดกรองและอนุญาตเฉพาะผู้สวมหน้ากากเท่านั้นที่สามารถเข้าห้างได้
การเปิดร้านตัดผม สำหรับผู้รับบริการ ใส่หน้ากากผ้าตลอดเวลาที่อยู่ในร้านตัดผม ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าร้าน สำหรับผู้ประกอบการ เช่น ด้านสถานที่ จัดที่นั่ง-ที่นอนสระผมให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร และไม่ให้มีที่นั่งรอในร้าน แต่ใช้บัตรคิวแทน
ด้านระยะเวลา ต้องให้บริการที่ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง เช่น สระผม ตัดผม เท่านั้น พนักงานต้องใส่หน้ากากผ้าทุกคน ล้างมือทุกครั้งที่ให้บริการลูกค้าแต่ละราย ให้พนักงานหยุดงานเมื่อมีอาการไข้หรืออาการทางเดินหายใจ
การทำความสะอาด ต้องล้างอุปกรณ์ด้วยน้ำและผงซักฟอกทุกครั้งที่ให้บริการลูกค้าแต่ละราย เช็ดพื้นผิวสัมผัสทุกชั่วโมงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ จัดให้มีเจลแอลกอฮอล์บริเวณทางเข้าร้าน
เตรียมแผนรับมือป้องกันระบาดซ้ำ
แพร่งที่สอง เกิดการผู้ติดเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ และ “ชัตดาวน์” เศรษฐกิจรอบใหม่ “ซ้ำรอย” ประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่น จนต้องประกาศสภาวะฉุกเฉินอีกครั้ง
สอดรับกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนการกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติในหลายประเทศอาจจะยังเร็วเกินไป อาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่สอง จึงต้องแนะกฎ 6 ข้อ สำหรับการปลดล็อก
ข้อที่ 1 สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคภายในประเทศได้แล้ว
ข้อที่ 2 ระบบสุขภาพต้องสามารถ “ตรวจหาผู้มีอาการของโรค ตรวจหาเชื้อ แยกตัวและทำการรักษา พร้อมทั้งทำการสอบสวนโรค”
ข้อที่ 3 มีความเสี่ยงระดับน้อยที่สุดในสถานที่เสี่ยงภัยมากที่สุด เช่น บ้านพักคนชรา
ข้อที่ 4 โรงเรียน สำนักงานและสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ต้องมีมาตรการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ
ข้อที่ 5 สามารถจัดการความเสี่ยงของโรคจากผู้เดินทางเข้าประเทศไทย และ ข้อที่ 6 คนในชุมชนต้องมีความรู้ มีส่วนร่วมและได้รับการสนับสนุนให้มีชีวิตอยู่ภายใต้สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการเกิดโรค
สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์-ทีมกุนซือ ศบค. “กังวลที่สุด” หากต้องคลายล็อกดาวน์-รีสตาร์ตธุรกิจ คือ การเพิ่มจำนวนของผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงขึ้น “ก้าวกระโดด”
รัฐบาลจึงต้องเตรียมแผนรับมือ ทั้งอาวุธด้านสาธารณสุข ทั้งหน้ากากอนามัยของแพทย์-เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานภาคสนาม จำนวนเตียง-เครื่องช่วยหายใจ และยา
เปิดคลังอาวุธสู้เชื้อไวรัส
ปัจจุบันกำลังการผลิตหน้ากากอนามัย 2.3 ล้านชิ้นต่อวัน และคาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เป็น 2.8 ล้านชิ้นต่อวันในเดือนพฤษภาคม 63
ยาฟาวิพิราเวียร์ มีการจัดหามาแล้ว 5 ครั้ง รวม 1.87 แสนเม็ด รักษาผู้ติดเชื้อไปแล้ว 682 ราย คงเหลือที่หน่วยบริการ 3 หมื่นเม็ด คงคลัง (GPO) แสนกว่าเม็ด และมีแผนจัดหาจากญี่ปุ่น 1 แสนกว่าเม็ด และจากจีน 2 แสนเม็ด
เตียง 2,701 เตียง ทั้งเตียงในหอผู้ป่วย 1,978 เตียง แบ่งออกเป็นภาครัฐ 930 เตียง (โรงเรียนแพทย์ เหล่าทัพ ตำรวจ กรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข) และภาคเอกชน 1,048 เตียง
เตียงรองรับผู้ป่วยวิกฤต (ไอซียู) 120 เตียง แบ่งเป็นภาครัฐ 65 เตียง ภาคเอกชน 55 เตียง คาดว่าปลายเดือนเมษายนจะขยายเพิ่มเป็น 187 เตียง และ 292 เตียงในเดือนพฤษภาคม
hospital จำนวน 603 เตียง ของโรงแรม 2 แห่ง และหอพักมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 แห่ง ส่วนเครื่องช่วยหายใจที่ใช้ในห้องไอซียู 10,000 เครื่อง
เป็นทางสองแพร่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้อง “ตัดสินใจ” ภายใต้ “แรงกดดัน” ทั้งจากคนชั้นกลาง-คนหาเช้ากินค่ำ รวมถึง “คณะที่ปรึกษาภาคธุรกิจ” ที่ยื่นข้อเสนอและมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการสูงลิ่ว-เผื่อต่อ