“อินเดีย” ปักธง ปี 2030 รถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ
“ดินแดนภารต” อีกหนึ่งประเทศที่เผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศขั้นรุนแรงมานาน โดยเฉพาะในช่วงอุตสาหกรรมเฟื่องฟู เป็นเหตุผลที่ทำให้นายกรัฐมนตรี “นเรนทรา โมดี” ชูนโยบาย “อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า” โดยตั้งเป้าให้แทนที่รถยนต์ใช้น้ำมันทั่วประเทศ ภายในปี 2030
“เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม” รายงานอ้างข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปัจจุบันมี 20 เมืองทั่วโลกที่มีปัญหามลพิษทางอากาศมากที่สุด โดย 13 เมือง ใน 20 เมือง อยู่ในอินเดีย โดย WHO ชี้ว่า อินเดียมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงต่อเนื่อง ครองอันดับ 3 ของโลกที่ 6.24% เป็นรองเพียง จีนที่ 28.21% และสหรัฐอเมริกาที่ 15.99% อันเป็นปัจจัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 1.2 ล้านคน โดยคณะแพทย์เคยกล่าวว่า “การสูดอากาศในกรุงนิวเดลี เปรียบเสมือนการสูบบุหรี่วันละ 10 มวน”
นอกจากนี้ รายงานสถิติการบริโภคพลังงานโลกของบริษัทบริติชปิโตรเลียม (บีพี) จากประเทศอังกฤษระบุว่า อินเดียกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก แซงหน้าญี่ปุ่น รองจากสหรัฐ และจีน โดยแต่ละปีรัฐบาลจ่ายค่าพลังงานนำเข้าสูงถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยทั้งด้านผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ประกอบกับดีมานด์การใช้น้ำมันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
ล่าสุด นายปิยุท โกยัล รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ประกาศวิสัยทัศน์ว่า รัฐบาลจะเดินหน้านโยบายเลิกใช้พลังงานเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม แล้วหันมาใช้พลังงานทดแทนอย่าง การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยปัจจุบันมีการเปิดตัวรถโดยสารประจำทางและรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ารวมกันกว่า 100,000 คัน โดยเริ่มวิ่งบนท้องถนนในกรุงนิวเดลีเป็นแห่งแรก
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมจะจัดซื้อรถยนต์ไฮบริดที่มีอัตราการปล่อยมลพิษต่ำกว่า 10,000 คัน ให้เข้ามาทดแทนการใช้งานรถยนต์เก่าใน 4 กระทรวงนำร่อง เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาข้อมูลก่อนที่จะเปลี่ยนให้ท้องถนนทั่วประเทศมีแต่รถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2030 อีกทั้งจะบังคับใช้กฎหมายให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศต้องผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น
โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะด้านเงินทุนแก่ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เป็นเวลา 2-3 ปี รวมทั้งการส่งเสริมการสร้างสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า (EV Station) โดยช่วยให้กระบวนการยื่นขอก่อสร้างรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเเละรถไฮบริดให้ได้ 6-7 ล้านคัน ภายในปี 2020 โดยในอนาคตอาจจะมีแคมเปญดึงดูดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในระยะที่กำหนด
ทั้งนี้ รัฐบาลโมดีเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า” รวมถึงเปลี่ยนรถโดยสารต่าง ๆ ให้มาใช้พลังงานไฟฟ้า จะส่งผลทำให้การบริโภคน้ำมันในประเทศลดลง โดยประเมินว่าจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานได้ถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 13 ปีข้างหน้า อีกทั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าของรถยนต์หลายล้านคนทั่วประเทศด้วย