เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
MTC ขายหุ้นกู้ Social Bond สกุลเงินบาท ชูดอกเบี้ย 2.65-4% ต่อปี คาดเปิดจองซื้อ 27-29 ต.ค.นี้
Finance MTC ขายหุ้นกู้ Social Bond สกุลเงินบาท ชูดอกเบี้ย 2.65-4% ต่อปี คาดเปิดจองซื้อ 27-29 ต.ค.นี้
สธ. x MSD หนุนเศรษฐกิจยา ดันบริการ-วิจัยคลินิก-ผลิตในไทย
Biz Movement สธ. x MSD หนุนเศรษฐกิจยา ดันบริการ-วิจัยคลินิก-ผลิตในไทย
ทิพยประกันภัย เปิดตัว“TIPSOL” เอกสิทธิ์เฉพาะสมาชิก มอบโปรเด็ด 7 มิติทุกไลฟ์สไตล์
Biz Movement ทิพยประกันภัย เปิดตัว“TIPSOL” เอกสิทธิ์เฉพาะสมาชิก มอบโปรเด็ด 7 มิติทุกไลฟ์สไตล์
‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ รุ่น 1 พรรคส้ม ถึงโฆษก สู้ฟัดฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น
Politics ‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ รุ่น 1 พรรคส้ม ถึงโฆษก สู้ฟัดฝ่ายค้าน-ฝ่ายแค้น
แบงก์ชาติชี้เอสเอ็มอีถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง จ่อ 3 มาตรการหนุน
Finance แบงก์ชาติชี้เอสเอ็มอีถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง จ่อ 3 มาตรการหนุน
ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณบาทละ 69,250 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (9 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณบาทละ 69,250 บาท
9.9 ประมวลภาพภัยพิบัติ สุดขั้วทั่วโลก
News 9.9 ประมวลภาพภัยพิบัติ สุดขั้วทั่วโลก
แสนสิริ รุกหนักภูเก็ต เปิด 2 โครงการใหม่ ร่วมทุน “โฟร์ พี โฮลดิ้ง” ผุดคอนโดเวลเนส
Real Estate แสนสิริ รุกหนักภูเก็ต เปิด 2 โครงการใหม่ ร่วมทุน “โฟร์ พี โฮลดิ้ง” ผุดคอนโดเวลเนส
CMDF เปิดผลศึกษา ‘โบรกเกอร์ไทย’ เตรียมชง ก.ล.ต.-ตลท. ต่อยอดโครงสร้างอุตสาหกรรม
Finance CMDF เปิดผลศึกษา ‘โบรกเกอร์ไทย’ เตรียมชง ก.ล.ต.-ตลท. ต่อยอดโครงสร้างอุตสาหกรรม
ICS Lifestyle Complex จัดนิทรรศการ “BLUE IN A BURNING WORLD”
Biz Movement ICS Lifestyle Complex จัดนิทรรศการ “BLUE IN A BURNING WORLD”
ดูทั้งหมด

พลิกธุรกิจเกษตรไทย ด้วยเทคโนโลยี IOT

20 มิ.ย. 2563 | 09:02น.

คอลัมน์ ช่วยกันคิด

โดย อภินันทร์ สู่ประเสริฐ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

ธุรกิจเกษตรไทยต้องเผชิญปัญหาและความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพต่ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและภัยคุกคามทางธรรมชาติ รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต จากเดิมที่ใช้เพียง “องค์ความรู้และประสบการณ์เดิม (know how)”

ขณะที่ปัจจุบันเทคโนโลยีเกษตร (agritech : agricultural technology) ก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี IOT ซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

หลายท่านคงตั้งคำถามว่าแล้วเทคโนโลยี IOT จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจเกษตรได้อย่างไร ? แต่ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผู้อ่านคงต้องเข้าใจก่อนว่า IOT สำหรับธุรกิจเกษตรทำงานอย่างไร ?

IOT สำหรับธุรกิจเกษตรเริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยี “เซ็นเซอร์” ติดตามและตรวจสอบสถานะข้อมูลที่จำเป็นในการเพาะปลูกแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยผู้ประกอบการใน “การตัดสินใจและการบริหารจัดการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เช่น ความเข้มของแสง อุณหภูมิ ความชื้นในดิน สภาพอากาศ เป็นต้น

โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกเชื่อมโยงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ก่อนนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลในระบบคลาวด์ แล้วส่งกลับไปยังผู้ใช้งาน ซึ่งในอนาคตเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นจุดตั้งต้นสำคัญที่จะนำมาใช้พัฒนาร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence : AI) ที่จะทำหน้าที่คิด วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจในกระบวนการเพาะปลูกแทนมนุษย์มากยิ่งขึ้น


สำหรับประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรใช้เทคโนโลยี IOT แล้ว เช่น บริษัทมิตรผลที่ประสบความสำเร็จในการนำ IOT มาใช้ในการสํารวจระยะไกลผ่านดาวเทียม และใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบเจาะจงพื้นที่ เพื่อช่วยประเมินข้อมูลความชื้นของดิน ภาวะการขาดน้ำและอาหาร ความเสี่ยงของโรคและศัตรูพืช ที่ส่งผลต่อการเติบโตของอ้อย และคาดการณ์ปริมาณผลผลิตและดัชนีคุณภาพความหวานของอ้อย รวมทั้งใช้เทคโนโลยีคาดการณ์สภาพอากาศมาช่วยในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผลผลิตอ้อยสูงขึ้นเฉลี่ยจาก 7-8 ตันต่อไร่ เป็น 10-15 ตันต่อไร่

Advertisement

นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการ SMEs ที่บางรายเรายังอาจไม่คุ้นชื่อมากนัก เช่น วราภรณ์ฟาร์ม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการฟาร์มโคนมรุ่นใหม่ ที่มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงวัว ทำให้สามารถบริหารจัดการเวลาในช่วงที่ต้องจับสัด (รอบในการผสมพันธุ์) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังสามารถแจ้งเตือนโรคต่าง ๆ ที่เกิดในวัวก่อนจะแสดงอาการ ทำให้สามารถดูแลรักษาอาการต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที จึงทำให้อัตราการสูญเสียต่ำลง และสามารถประหยัดค่ายารักษาสัตว์ได้มากถึง 50%

หรือไร่กำนันจุลที่พัฒนาโรงเรือนปลูกเมล่อน โดยปรับลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้ต่ำลงได้ 4-8 องศาเซลเซียส พร้อมเชื่อมต่อระบบเซ็นเซอร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นในการเพาะปลูก รวมทั้งมีการปลูกผักในระบบแปลงเปิดที่สามารถวัดความชื้นในดินและระบบให้น้ำซึ่งควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน

กลับมาคำถามที่ว่า เทคโนโลยี IOT จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจเกษตรได้อย่างไร ? ประการแรก เทคโนโลยี IOT จะเปลี่ยนรูปโฉมธุรกิจเกษตรไทยให้เป็นในลักษณะ decentralized ซึ่งหมายถึง ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ใช้ในการบริหารจัดการผลิตได้ด้วยตนเอง ด้วยฐานข้อมูลแบบเรียลไทม์ และเฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ผลิตจริง ทำให้การบริหารจัดการผลิตไม่ยากดังเช่นแต่ก่อน ส่งผลให้การใช้ปัจจัยการผลิต (input) มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (young farmer) ประสบความสำเร็จในธุรกิจเกษตรได้ง่ายขึ้น

ประการที่สอง ช่วยลดความเสียหายของผลผลิตจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปรากฏการณ์เอลนิโญที่มีความถี่มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกโดยรวมมีความแปรปรวน และส่งผลกระทบมากขึ้นเป็นลำดับ สะท้อนจากดัชนีชี้วัดปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) และลานิญา (La Nina) หรือ Oceanic Nino Index (ONI) ซึ่งคำนวณจากค่าอุณหภูมิที่ผิวน้ำทะเล (SST) ที่เปลี่ยนไปจากค่าอุณหภูมิปกติ อีกทั้งยังพบว่าการเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้นในระหว่างปี 2010-2019 เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนหน้า

บริษัทที่มีการนำเทคโนโลยี IOT ในกลุ่ม soil sensors มาช่วยลดความเสี่ยงจาก climate change คือ รัฐบาลท้องถิ่นเมือง Oregon ที่สนับสนุนให้ชาวสวนฟาร์มบลูเบอรี่นำอุปกรณ์ HydraProbe มาใช้เพื่อวัดความชื้นในดินในแต่ละระดับความลึก เนื่องจากพืชสวนอย่างบลูเบอรี่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อการขาดน้ำอย่างมาก

โดย HydraProbe จะประเมินการใช้น้ำและการใส่ปุ๋ยได้อย่างแม่นยำให้สอดคล้องกับช่วงการดูดซับอาหารของรากพืช และยังช่วยลดการใช้สารกำจัดเชื้อราที่มักทำให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงยังมีฟังก์ชั่นแจ้งเตือนในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดและหนาวจัด ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้น

ประการที่สาม เทคโนโลยี IOT จะเป็นผู้ช่วยสำหรับธุรกิจเกษตรในการรับมือความท้าทายของผู้ประกอบการในยุคสินค้าออร์แกนิก (สินค้าที่ไม่ใช้สารพิษ ยาฆ่าแมลง และสารเคมี) แต่ยังคงคุณภาพของผลผลิตและผลผลิตต่อไร่ดีเท่าเดิม โดยจากการสำรวจของ Organic Trade Association ของสหรัฐ พบว่า ยอดขายสินค้าออร์แกนิกในสหรัฐปี 2018 เพิ่มขึ้นถึง 6.3% ทำสถิติสูงสุดที่ยอดขายแตะระดับ 5.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่สินค้าออร์แกนิกที่เป็นอาหาร (organic food markets) เติบโตถึง 5.9% นอกจากนี้ ยอดขายผักและผลไม้ออร์แกนิกซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของสินค้าออร์แกนิกที่เป็นอาหารหรือประมาณ 1.74 หมื่นล้านดอลลาร์ ยังเติบโตถึง 5.6% ในปี 2018 เมื่อเทียบกับยอดขายผักและผลไม้ทั่วไปที่เติบโตเพียง 1.7%

ตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับถึงความโดดเด่นในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเกษตร ก็มีการนำเทคโนโลยี IOT มาใช้ในโรงงานผลิตพืชออร์แกนิก ได้แก่ บริษัท 808 Factory ผู้ผลิตผักสลัดสดพร้อมทานที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ภายใต้โรงงานระบบปิดที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยี IOT ทำให้สามารถตั้งราคาขายได้สูงกว่าท้องตลาด 2-3 เท่า โดยเป็นโรงงานผลิตพืชซึ่งใช้เซ็นเซอร์เพื่อควบคุมปัจจัยต่าง ๆ เช่น แสงสว่าง ระบบน้ำ สภาพอากาศ และการให้ปุ๋ย เพื่อคงมาตรฐานทั้งในแง่ของคุณภาพ สี ขนาด และรสชาติ

ทั้งยังปราศจากสารเคมีและยาฆ่าแมลง หรือผู้ประกอบการไทยอย่างบริษัท ริมปิง ออร์แกนิค ฟาร์ม (เชียงใหม่) ผู้นำด้านฟาร์มเกษตรอินทรีย์ 100% ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่นำเทคโนโลยี smart irrigation และเซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจวัดคุณภาพพืชสามารถให้ผลผลิตพืชผักปลอดสารเคมีให้ผู้บริโภคได้ถึงปีละ 100 ตัน และช่วยลดต้นทุนได้ถึง 30-40%

ประการที่สี่ ความกังวลโรคระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกจะเป็นแรงผลักดันให้ภาคเกษตรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ IOT มาทดแทนการใช้แรงงานคน เพื่อลดโอกาสการสัมผัส และการติดต่อกันระหว่างมนุษย์ โดยบริษัทผู้ผลิตโดรน XAG ในเมืองกว่างโจวของจีน ได้ออกมาเปิดเผยว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2020 บริษัทสามารถขายโดรนทางการเกษตรได้มากถึง 4,000 เครื่อง เช่นเดียวกับบริษัท Yifei Technology ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายโดรนและหุ่นยนต์เกษตรที่คาดว่าปีนี้รายได้จะเติบโตเป็น 4 เท่าหรือมากกว่า 4.31 ล้านดอลลาร์ จากผลของโควิด-19

นอกจากนี้ ตลาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีทางการเกษตรในจีนที่เติบโตไปอย่างรวดเร็วนั้น ส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากทางการจีนที่ให้เงินสนับสนุนจากส่วนกลางในการซื้อโดรนและอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยจีนตั้งเป้าให้เกษตรกรสามารถใช้โดรนได้อย่างแพร่หลายถึง 30,000 เครื่องในปี 2020

ท้ายที่สุด IOT เป็นเทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรสามารถประยุกต์ใช้ได้ไม่ยาก เพียงผู้ประกอบการต้องมีความเข้าใจก่อนว่า ข้อมูลอะไรที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้

นอกจากนี้ การร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อทำ R&D จะเป็น quick win ที่ทำให้ผู้ประกอบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการต้องเข้าใจด้วยว่าเทคโนโลยี IOT ไม่ใช่ solution แบบ one-size-fits-all แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรที่มีความเฉพาะเจาะจง (customization) ซึ่งต้องพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุน รวมทั้งรูปแบบของเทคโนโลยีให้เหมาะกับสินค้าเกษตรแต่ละประเภทด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

IoT คอลัมน์ ช่วยกันคิด