เกาหลีเหนือ-ทะเลจีนใต้-ทรัมป์ “ภัยคุกคาม” ศก.เอเชีย
เป็นเวลาหลายสิบปีที่เอเชียคือปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของโลก ด้วยอัตราการเติบโตที่โดดเด่น สาเหตุหลักก็มาจากการที่ภูมิภาคนี้ปราศจากความขัดแย้งใหญ่ ๆ ในระดับที่ต้องใช้กำลังทางทหารนับจากสิ้นสุดสงครามเวียดนามในทศวรรษ 1970 ซึ่งต่างจากยุโรปหรือละตินอเมริกา
แต่ทว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในห้วงไม่นานมานี้ อาจเป็นภัยคุกคามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย
“ริชาร์ด ฮาส” ประธานสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ ระบุว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ว่านั้น ได้แก่ 1.กรณีที่จีนมีท่าทีแข็งกร้าวในการอ้างเขตแดนของตนในทะเลจีนใต้ รวมทั้ง
การพิพาทเขตแดนกับอินเดีย 2.เกาหลีเหนือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง 3.ความโกลาหลทางนโยบาย เอาแน่เอานอนไม่ได้ของสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ที่ผ่านมาแม้จะมีปัญหาการอ้างเขตแดนอยู่บ่อย ๆ นับตั้งแต่ข้อพิพาทเรื่องเกาะระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ที่จีนและหลายประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์ แต่ก็ไม่เคยขยายไปสู่สงคราม เพราะไม่มีประเทศไหนอยากทำร้ายการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคประเทศข้างเคียง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เอเชียค่อนข้างมีเสถียรภาพ เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือการที่สหรัฐอเมริกาคงกำลังทหารไว้ในเอเชียเป็นเวลาหลายสิบปีจนฝังรากแน่น ช่วยให้ประเทศในเอเชียไม่อยากแสวงหาอาวุธมากไปกว่าที่มีอยู่เดิม
แต่ดังที่กล่าวข้างต้น พัฒนาการล่าสุดที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งกรณีที่จีนยืนยันแข็งกร้าวเรื่องสิทธิในทะเลจีนใต้ อาจทำให้ประเทศเอเชียอื่น ๆ เกิดแรงจูงใจที่จะเพิ่มกำลังทางทหารและยุทโธปกรณ์ หากเป็นเช่นนั้นก็มีแนวโน้มที่ความไม่ลงรอยจะยกระดับเป็นความขัดแย้ง
ขณะเดียวกันการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) การตำหนิการใช้จ่ายด้านการทหารของชาติพันธมิตร และนโยบายต่างประเทศของสหรัฐที่ยากจะคาดเดาอาจทำให้ระบบการป้องปรามอ่อนแอลง ซึ่งนั่นจะทำให้ชาติพันธมิตรสหรัฐในเอเชียจำเป็นต้องหาทางป้องกันประเทศด้วยตัวเอง
สงครามทางคำพูดที่เผ็ดร้อนระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกา จนทำให้เกาหลีเหนือขู่จะยิงถล่มเกาะกวมซึ่งเป็นดินแดนของสหรัฐในแปซิฟิก รวมทั้งขู่จะเล่นงานพันธมิตรสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้และญี่ปุ่น อาจทำให้ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพิ่มการใช้จ่ายทางทหาร
เมื่อถึงจุดนั้นก็หมายความว่าเสถียรภาพในเอเชียที่เคยเป็นปัจจัยฟูมฟักการเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มมีปัญหา
สำหรับความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือกับอเมริกานั้น เกี่ยวพันกับจีนอย่างมาก เพราะอเมริกาหวังพึ่งพาความร่วมมือจากจีนเป็นหลักในการหยุดยั้งเกาหลีเหนือไม่ให้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยอเมริกามองว่าจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีเหนือไม่ได้ให้ความร่วมมือเพียงพอ ทำให้เกิดกระแสข่าวว่าสหรัฐอาจยกระดับกดดันจีนด้วยการแซงก์ชั่นแบงก์ขนาดใหญ่ของจีน 4 แห่งที่เป็นบ่อน้ำเลี้ยงให้กับเกาหลีเหนือ
กระทั่งล่าสุดนี้มีกระแสข่าวว่าธนาคารกลางจีนได้สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ดังกล่าวเลิกทำธุรกรรมกับโสมแดงแล้ว ซึ่งเหตุที่จีนยอมก็อาจเป็นเพราะแบงก์ขนาดใหญ่ 4 แห่งดังกล่าวมีสินทรัพย์รวมกันมากที่สุดในโลก หรือเป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ที่สุดของโลก
ขณะเดียวกันก็ไปลงทุนในสหรัฐมากทั้งในรูปการปล่อยสินเชื่อ การออกพันธบัตรและสนับสนุนกิจการค้าต่าง ๆ หากถูกสหรัฐแซงก์ชั่น ก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจและตลาดโลก ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อจีนเช่นกัน