เกียรติยศสุดท้าย “สุธาชัย” ผู้เขียนตำรา “แผนชิงชาติไทย”
“ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” หรือ “อาจารย์ยิ้ม” เคยเข้าป่าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ใช้ชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมพร” หลังเหตุการณ์นองเลือดที่ ม.ธรรมศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์หัวก้าวหน้า ก่อนคืนล้อมปราบที่ธรรมศาสตร์ “อาจารย์ยิ้ม” ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ เขาทำกิจกรรมอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาคือ รพ.ศิริราช และกลับไปพักผ่อน เขาจึงรอดจากการล้อมปราบในคืนสังหารโหด
แต่เมื่อรู้ข่าวว่าเพื่อนถูกจับกุมและเสียชีวิต เส้นทางของเขาจึงมีอยู่เส้นทางเดียวที่เขาคือ “เข้าป่า”
“เป็นทางเดียวที่คิดว่าจะแก้แค้นแทนเพื่อนได้” อาจารย์ยิ้มเล่า
เมื่อออกจากป่ามาร่ำเรียนหนังสืออีกครั้ง จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จบปริญญาโท อักษรศาสตรมหาบัณฑิต เอกประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาระดับปริญญาเอกจนจบ เอกประวัติศาสตร์โปรตุเกส จากมหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร
มีวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ชื่อ “Portuguese Lancados in Asia in the sixteenth and seventeenth centuries” (ค.ศ. 1998)
ส่วนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ชื่อ “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2491-2500)”
และ ต่อมาได้ถูกตีพิมพ์เป็นตำราประวัติศาสตร์การเมืองที่มักถูกใช้อ้างอิงในงาน วิชาการต่าง ๆ ชื่อว่า “แผนชิงชาติไทย : ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งที่สอง (พ.ศ. 2491-2500)” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2534 และครั้งที่ 2 ในปี 2550
โดย “อาจารย์ยิ้ม” ได้เขียนงานวิจัยประวัติศาสตร์การเมือง ที่มา-ที่ไปของการรัฐประหาร 2490 ตั้งแต่ความขัดแย้งของคณะราษฎรที่เกิดขึ้นหลังจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม รับอำนาจผู้นำประเทศต่อจากพระยาพหลพลพยุหเสนา ระหว่างสายพลเรือน กับ สายทหาร และความขัดแย้งภายในกองทัพด้วยกันเอง กระทั่ง “จอมพล ป.” นำลัทธิทหารนิยมเข้ามาสู่การเมืองไทย พาไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
พร้อมกับฉายให้เห็นมูลเหตุการก่อตัวของคณะยึดอำนาจในเดือนพฤศจิกายน 2490 เพื่อนำจอมพล ป.กลับเข้าสู่อำนาจเป็นนายกฯ ช่วงที่ 2 จนกระทั่งยุคเรืองอำนาจของจอมพล ป. ล่มสลายในการยึดอำนาจโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2500
เจ้าของผลงานดังกล่าวบอกว่า ใช้เวลารวบรวมก่อนกลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือนานกว่า 5 ปี
นอกจากนี้ “อาจารย์ยิ้ม” ยังเคยเป็นนักหนังสือพิมพ์อย่าง นสพ.บ้านเมือง-นสพ.เศรษฐกิจการเมือง
แต่หลังจากเป็นอาจารย์-ประจำการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย แม้จะเป็นนักวิชาการแต่ชื่อของอาจารย์ยิ้มไม่เคยหายไปจากกลิ่นการเมือง
เมื่อการรัฐประหารคืบคลานเข้าอยู่หน้าฉากการเมืองไทย ในช่วงปี 2549 “อาจารย์ยิ้ม” ยืนอยู่ตรงข้ามฝ่ายรัฐประหารมาโดยตลอด
ช่วง รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “อาจารย์ยิ้ม” ถูกผลักให้กลายเป็นนักวิชาการฝั่งเสื้อแดง ทว่าเขาก็ขึ้นเวทีเสื้อแดงวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นนำอย่างเผ็ดร้อน
เป็นผู้ที่ขอประกันตัว “ดา ตอร์ปิโด” หรือ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ต้องหาถูกจำคุกในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อ พ.ศ. 2551 และเป็นหนึ่งในนักวิชาการ “หัวหอก” ที่รณรงค์ให้ยกเลิกการใช้มาตรา 112
ในช่วงที่การเมืองตึงเครียดเมื่อปี 2553 “อาจารย์ยิ้ม” ออกแถลงการณ์ร่วมกับ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา แจกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ หลังเข้ากระชับพื้นที่ปราบประชาชน
เป็นผลให้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 “อาจารย์ยิ้ม” พร้อม “สมยศ” ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งคุมตัวทันทีตามอำนาจของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นการคุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัย โดยที่ “อาจารย์ยิ้ม” ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าถูกคุมตัวด้วยข้อหาอะไรและกระทำผิดอย่างไร
เขาต้องถูกคุมตัวอยู่ในศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ตั้งแต่วันที่ 24-31 พฤษภาคม 2553 ถูกขังอยู่ 8 วัน
“อาจารย์ยิ้ม” จึงพอใจยอมถอนฟ้อง
ครั้น รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) “อาจารย์ยิ้ม” มีชื่อถูกเรียกไปรายงานตัวเมื่อ 3 มิ.ย. 2557 แต่ได้รับการปล่อยตัวในวันเดียวกัน
“อาจารย์ยิ้ม” เฟดตัวออกจากการต่อต้านรัฐประหารด้วยปัญหาสุขภาพ แต่ก็ยังไปร่วมงานรำลึก 40 ปี 6 ตุลา 2519 ในปี 2559 โดยสรุปบทเรียนสำคัญว่า
“เหตุการณ์ 6 ตุลา มี 2 เหตุการณ์คือ การกวาดล้างนักศึกษาช่วงเช้า กับรัฐประหารตอนบ่าย และการรัฐประหารเย็นวันที่ 6 ตุลา นำมาซึ่งปัญหามากมาย นำมาซึ่งเผด็จการเต็มรูปแบบ การใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม บทเรียนที่สำคัญมากเราไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหาร แต่ชนชั้นนำไทยไม่เคยสรุปบทเรียน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ถูกต้องต้องมีกฎเกณฑ์กติกา และโดยเสียงของประชาชน การถือปืนมาโค่น ฉีกกฎหมาย แล้วออกกฎหมายเอง ไม่มีประเทศไหนในโลกรับได้แล้วในปัจจุบัน”
แล้วอาจารย์ยิ้มก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อ 27 กันยายน 2560