พัฒนาชาติจากฐานราก
คอลัมน์ CSR Talk
กิจการเพื่อสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง และเป็นต้นแบบของกิจการเพื่อสังคมทั่วโลกคือธนาคารกรามีน (Grameen Bank) ที่ก่อตั้งโดย “โมฮัมเหม็ด ยูนุส” ในปี 2519 ซึ่งมีเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อให้แก่คนยากจนในบังกลาเทศ ที่ไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงิน เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้มีโอกาสได้รับเงินทุนเบื้องต้น เพื่อให้สามารถตั้งตัวได้
นอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาความยากจนแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ระดับรากหญ้าในประเทศอีกด้วย จากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของธนาคารกรามีน ส่งผลให้ “โมฮัมเหม็ด ยูนุส” ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2549
ทั้งนี้ เมื่อปัญหาสังคมมีหลายด้าน หลากมิติ กิจการเพื่อสังคม จึงฝังตัวอยู่ในเกือบจะทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว อาหาร เกษตร สาธารณสุข คมนาคม หรือแม้แต่แฟชั่น ขนาดของกิจการจึงมีทั้งขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดกลาง ไม่ต่างจากกิจการ SMEs ทั่วไป ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าประเทศที่มี SMEs จำนวนมากและเข้มแข็ง จะช่วยให้พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศนั้นดีและแข็งแกร่งตามไปด้วย เพราะจะเกิดการจ้างงาน และการบริโภคสินค้าภายในประเทศที่สูงขึ้น เรียกได้ว่ายิ่งมีมากเท่าไรก็ยิ่งดี
อย่างไรก็ตาม การมีกิจการเพื่อสังคมเข้ามาต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของ SMEs ในประเทศ จะยิ่งทำให้ประเทศได้รับประโยชน์เป็น 2 เท่า เพราะนอกจากกิจการเพื่อสังคมจะเป็น SMEs ซึ่งเป็นหน่วยเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศแล้ว ยังมีข้อดีเพิ่มเติมจาก SMEs ทั่วไป คือ การมีพันธกิจในการช่วยแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาสังคม ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ด้วยเหตุนี้ ในหลายประเทศจึงเกิดความตื่นตัว และให้การสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมอย่างจริงจัง เช่น ในประเทศอังกฤษ มีการจัดตั้ง Office of the Third Sector เป็นหน่วยงานสนับสนุนและผลักดันกิจการเพื่อสังคม และจัดตั้งกองทุนฟีนิกซ์ (Phoenix) เป็นเงินสนับสนุนชุมชนที่ลงทุนในกิจการเพื่อสังคม ในแคนาดา มีการออกกฎหมายเพื่อดูแลกิจการเพื่อสังคมอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือทางการเงิน และในประเทศสิงคโปร์ มีการตั้งกองทุน SEF สนับสนุนกิจการเพื่อสังคมโดยตรง เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทย เริ่มมีความตื่นตัวต่อกิจการเพื่อสังคมเป็นอย่างมาก เกิดการส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมในรูปแบบต่าง ๆ จากทั้งภาครัฐ และเอกชน เช่น ในวันที่ 21 มีนาคม 2559 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยยกเว้นภาษีให้แก่กิจการเพื่อสังคม รวมถึงยกเว้นภาษีให้แก่กิจการ ห้างร้านที่ลงทุน หรือบริจาคให้แก่กิจการเพื่อสังคมอีกด้วย
ขณะที่ในฝั่งภาคเอกชน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดให้มีรางวัลการลงทุนในกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise Investment Awards) ให้แก่บริษัทจดทะเบียนที่ให้การสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมอย่างโดดเด่น รวมถึงจัด Social Impact Plat-form เพื่อเป็นช่องทางเชื่อมโยงบริษัทจดทะเบียนซึ่งมีกำลังคน เงินทุน และความเชี่ยวชาญ กับกิจการเพื่อสังคม เพื่อร่วมสร้างผลลัพธ์ที่เข้มแข็งและขยายผลที่ดีให้แก่สังคมในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังมีภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญ และสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมอย่างจริงจัง ยาวนาน และต่อเนื่อง นั่นคือ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนกิจการเพื่อสังคมมานานถึง 7 ปีติดต่อกัน ผ่านการดำเนินงาน “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม หรือ Banpu Champions for Change (BC4C)” ร่วมกับสถาบัน Change Fusion องค์กรไม่แสวงผลกำไร ที่ผลักดันการพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสังคมในไทยมานับ 10 ปี
โครงการดังกล่าวดำเนินตามแนวคิดการดำเนินงานโครงการซีเอสอาร์ของบริษัท ที่ว่า “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” ควบคู่ไปกับแนวคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของบ้านปูฯ ที่สนับสนุนคนดีและคนเก่ง ให้มีโอกาสในการร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืน
ที่ผ่านมาโครงการ Banpu Champions for Change บ่มเพาะกิจการเพื่อสังคมที่มาเข้าร่วมโครงการไปแล้วกว่า 60 กิจการ โดยในจำนวนนี้มี 36 กิจการที่ยังคงดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน คิดเป็นอัตราการอยู่รอดเท่ากับร้อยละ 60 มากกว่ากิจการ startup ที่ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่ามีอัตราการอยู่รอดเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น
ตัวอย่างกิจการเพื่อสังคมที่เคยเข้าร่วมโครงการ และสามารถออกไปต่อยอดธุรกิจจนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน ได้แก่ Local Alike ที่เน้นการสร้างความพร้อมของชุมชน ให้สามารถจัดการท่องเที่ยวที่ดำเนินการโดยชุมชนเอง ซึ่งสำคัญมากในการสร้างรายได้และความยั่งยืนของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ทั้งยังเชื่อมโยงตลาดทั้งจากในประเทศและต่างประเทศมาให้ชุมชนเหล่านี้ ปัจจุบัน Local Alike ดำเนินการอยู่กับชุมชนกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ เช่น แม่สลองโฮมสเตย์ จ.เชียงราย และชุมชนเกาะยาวน้อย จ.พังงา นอกจากจะสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนแล้ว Local Alike ยังสร้างรายได้เข้าสู่กิจการหลักล้านบาทต่อปี
อีกกิจการเพื่อสังคมที่น่าสนใจ คือ Toolmorrow ซึ่งสร้างคลิปเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับคนรุ่นใหม่ ในประเด็นความเชื่อผิด ๆ ในหมู่เยาวชนไทย เช่น เรื่องการไม่กล้าปรึกษาเรื่องเพศกับผู้ปกครอง หรือปัญหาวัยรุ่นที่มีความรู้สึกว่าจะไม่มีใครสนใจตนเองเมื่อผิดหวังในความรักจนต้องหันไปพึ่งพายาเสพติด เป็นต้น
ซึ่งเมื่อทำวิดีโอคลิปเหล่านี้มาในรูปแบบที่น่าสนใจ ทำให้มีเยาวชนเข้าชม (view) นับล้านคนต่อคลิป จนได้รับการสนับสนุนต่อยอดจากสถานีโทรทัศน์ Thai PBS และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อต่อยอดความสำเร็จของงานเหล่านี้ไปสู่กลุ่มผู้ชมอีกหลายล้านคนทั่วประเทศได้
สาเหตุที่ช่วยให้กิจการที่ผ่านการสนับสนุนจากโครงการยังคงอยู่รอด มีความเติบโตทางธุรกิจ และช่วยเหลือสังคมต่อไปได้ นั่นคือ โครงการไม่ได้ให้แค่เงินทุนในการตั้งต้นเพียงอย่างเดียว แต่ให้การสนับสนุนด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย คือ การจัดอบรมความรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการประกอบธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนเครือข่ายผู้ประกอบการ และที่ปรึกษา ตลอดระยะโครงการที่ดำเนินงานรุ่นละเกือบ 1 ปี จึงทำให้ทุกโครงการประสบความสำเร็จอย่างงดงาม