ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังเฟดส่งสัญญาณ คงดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน
ดอลลาร์ ราคาน้ำมัน ตลาดหุ้น
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่า หลังเฟดส่งสัญญาณ คงดอกเบี้ยระดับต่ำเป็นระยะเวลานาน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (31/8) ที่ระดับ 31.08/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (28/8) ที่ระดับ 31.14/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เมืองแจ็กสัน โฮล ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฟดได้มีการส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเป็นเวลานาน
พร้อมทั้ง นางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาคลิฟแลนด์ ได้มีการแสดงความคิดเห็นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เฟดมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เนื่องจากการฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเป็นการฟื้นตัวที่เชื่องช้า โดยในรัฐคลีฟแลนด์ พบว่าการจ้างงานในขณะนี้ได้อยู่ในช่วงชะลอตัว
เช่นเดียวกับนายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า การที่จะให้อัตราว่างงานกลับสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์เหมือนในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น ยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งอาจจะใช้เวลา 2 ปี ในการลดอัตราว่างงานจาก 5% สู่ 4% และใช้เวลาอีก 1 ปีครึ่งในการลดอัตราว่างงานจาก 4% สู่ 3.5%
ทั้งนี้เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (28/8) ก็ได้มีการเปิดเผยตัวเลขการใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐ ประจำเดือนกรกฎาคม ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.5% โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หลังจากมีการปิดเศรษฐกิจเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และสำหรับตัวเลขรายได้ส่วนบุคคลก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนกรกฎาคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลง 0.3%
พร้อมทั้งดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 0.5% โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.01-31.17 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.16/18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้านี้ (31/8) ที่ระดับ 1.1906/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เคลื่อนไหวในกรอบแคบจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/8) ที่ระดับ 1.19908/10 ดอลลารสหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้น จากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ได้มีการเปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมันประจำเดือนกรกฎาคม ได้ปรับตัวลดลง 0.5% ตามที่คาดการณ์ แต่ต่ำกว่าเดือนมิถุนายนที่ได้เพิ่มขึ้น 0.6% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1884-1.1930 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1902/04 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (31/8) ที่ระดับ 105.51/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/8) ที่ระดับ 105.54/56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนได้ปรับตัวแข็งค่าหลังจากการประกาศลาออกจากตำแหน่งของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28/8) เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ
อย่างไรก็ดี นายอาเบะจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่ารัฐบาลจะสามารถสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้
ทั้งนี้ค่าเงินเยนได้อ่อนค่ามานานหลายปี โดยถูกกดดันภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนายอาเบะ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “อาเบะโนมิกส์” เพื่อผลักดันเศรษฐกิจของญี่ปุ่นให้หลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนได้มีความกังวลว่ารัฐบาลญี่ปุ่นชุดใหม่อาจจะยุติการใช้นโยบาย “อาเบะโนมิกส์” หลังสิ้นสุดยุคการบริหารประเทศของนายอาเบะ และอาจจะส่งผลให้ค่าเงินเยนมีทิศทางแข็งค่าขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้เมื่อเช้าที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเผยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม ได้ปรับตัวขึ้น 8% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 5.0% โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 105.29-105.92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 105.89/90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประชุมนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย (1/9), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของญี่ปุ่น PMI (1/9) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของยุโรป PMI (1/9), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของสหราชอาณาจักร PMI (1/9), ดัชนี PMI ภาคการผลิตจากสถาบันไอเอสเอ็ม (ISM) สหรัฐ (1/9), รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของออสเตรเลีย (GDP) (2/9), ยอดคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานของสหรัฐ (2/9), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของยุโรป PMI (3/9), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของสหราชอาณาจักร PMI (3/9), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (3/9), ดัชนี PMI ภาคการบริการจากสถาบันไอเอสเอ็ม (ISM) สหรัฐ (3/9), ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (4/9), อัตราการว่างงานของสหรัฐ (4/9), รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (ปีต่อปี) ของสหรัฐ (4/9)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ 0.35/0.40 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 3.70/5.60 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ