เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
Business ‘เซ็นทารา’ เสริมพอร์ต 4 ดาว ส่งแบรนด์ ‘เซ็นทาราไลฟ์’ ปักหมุดราชบุรี
‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-DisagreeGen Z ทำไมคิดต่าง
SD ‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-DisagreeGen Z ทำไมคิดต่าง
ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
Real Estate ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
ดูทั้งหมด

ธปท. รับมือสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ บี้แบงก์เร่งแก้หนี้ SMEs 1 ล้านราย

25 ก.ย. 2563 | 07:15น.

แบงก์ชาติพร้อมรับมือวิกฤตหลังสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ 22 ต.ค.นี้ เผยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าโครงการพักหนี้กว่า 1 ล้านราย สั่งแบงก์ปูพรมคุยลูกหนี้ทุกรายสกัด “ตกหน้าผาหนี้” พร้อมเคลียร์ทางเร่งกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็น “เอ็นพีแอล” ยืนยันไม่ต่อมาตรการ “พักหนี้” แบบทั่วไป กระทุ้งแบงก์เร่งต่อชีวิตธุรกิจโรงแรม เตรียมแก้เงื่อนไขซอฟต์โลน 5 แสนล้านให้ลูกหนี้เข้าถึงมากขึ้น

จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งการออก พ.ร.ก.ซอฟต์โลนวงเงิน 5 แสนล้านบาท และการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไปให้กับผู้ประกอบการที่มีวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้

มาตรการหลังสิ้นสุดพักหนี้

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ในวันที่ 22 ต.ค.นี้ว่า มาตรการระยะแรกที่ ธปท.ออกมาเน้นดูแลทุกกลุ่มเป็นมาตรการทั่วไป ให้ทั้งรายย่อยและเอสเอ็มอี เพื่อต่อลมหายใจธุรกิจในเรื่องของสภาพคล่อง แต่หลังจากนี้สิ่งที่สถาบันการเงินและ ธปท.เห็นร่วมกันคือ ต้องมุ่งเน้นดูแลกลุ่มลูกหนี้เป้าหมายที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจน ไม่ได้เปิดกว้างแบบทั่วไป จะเป็นมาตรการที่สถาบันการเงินหารือกับลูกหนี้ ว่ากลุ่มไหนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ซึ่งสิ่งที่ ธปท.เน้นย้ำและให้ความสำคัญกับเรื่องปรับโครงสร้างหนี้

การปรับโครงสร้างหนี้มีหลายแบบ ยืดหนี้-พักหนี้ชั่วคราว-ผ่อนปรนดอกเบี้ย เจรจากับลูกหนี้เป็นราย ๆ แต่สิ่งที่สำคัญต้องตอบโจทย์ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ ในแง่ลูกหนี้จะต้องปรับโครงสร้างหนี้สอดรับกับรายได้ของลูกหนี้หลังโควิด-19 เพราะหากปรับโครงสร้างหนี้ไม่สะท้อนกับรายได้ที่แท้จริง จะเกิดปัญหาอีก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ ธปท.พยายามให้สถาบันการเงินปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะเป็นหนี้เสียหลังหมดมาตรการพักหนี้

“เจ้าหนี้รับทราบและมีวิธีการไปคุยกับลูกหนี้ให้ครบทุกรายก่อน 22 ต.ค.นี้ เพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และก็ได้ประสานงานดูแลกับธนาคาร เพื่อให้แน่ใจว่ามีการติดต่อกับลูกหนี้ และหลังวันที่ 22 ต.ค.นี้จะต้องดูแลเรื่องอะไรต่อหลังจากมาตรการเยียวยาจะจบลง เพราะถ้าเราไม่ทำอะไรจะเกิด cliff effect ทุกคนจะตกลงจากหน้าผา ปัจจุบัน ธปท.รับรู้ผลกระทบตรงนี้ แม้ว่าบางเซ็กเตอร์ลูกหนี้ได้กลับมาชำระได้ปกติ แต่มีลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ท่องเที่ยว เป็นต้น”

ธปท.อุ้มแบงก์หวังส่งต่อลูกหนี้

รองผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้มีมาตรการช่วยเหลือจูงใจให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (pre-emptive) ก่อนที่จะเป็นหนี้เสีย ทั้งการช่วยในเรื่องนการจัดชั้นลูกหนี้ กรณีลูกหนี้จัดชั้น 2 หรือชั้น 3 (stage 2, 3) สามารถกลับมาจัดชั้นหนี้ปกติได้ ทำให้ภาระการตั้งสำรองของธนาคารลดลง เรื่องดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำมาก รวมทั้งการให้ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จาก 0.46% เหลือ 0.23% สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการลดต้นทุนลดภาระให้ธนาคาร โดย ธปท.ก็คาดหวังว่าธนาคารจะส่งต่อให้ลูกหนี้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจเพื่อให้ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น และในแง่ลูกหนี้ประวัติจะไม่เข้าไปอยู่ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ก็ยังถือว่าเป็นหนี้ปกติ

“เราคุยกับแบงก์และลูกหนี้ตลอด เพื่อจะได้ทำความเข้าใจว่ามาตรการในการสร้างแรงจูงใจเพียงพอหรือไม่ และมีมาตรการอะไรที่ยังเป็นอุปสรรค เพราะถ้าเราไม่เร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่วันนี้ อนาคตก็จะเกิดปัญหากับลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้ เพราะลูกหนี้จะไหลเป็นหนี้เสียในอนาคต ขณะเดียวกันก็ช่วยสถาบันการเงินในระยะยาว เพราะถ้าไม่เร่งทำอะไรกับลูกหนี้กลุ่มนี้จะเป็นภาระแบงก์ในอนาคตได้ แต่ต้องสร้างความสมดุลให้ดี โดยต้องรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินด้วย เพราะจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป”

ยันไม่มี “พักหนี้” แบบทั่วไป

สำหรับกรณีภาคเอกชนขอให้มีการพักชำระหนี้ต่ออีก 2 ปี นายรณดลกล่าวว่า สถาบันการเงินเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงต้องดูแลสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเป็นตัวที่ช่วยเหลือลูกหนี้ได้ในอนาคต ดังนั้นการจะพักหนี้เป็นการทั่วไปต่ออีก จะมีผลกระทบต่อเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ทำให้เกิดความเปราะบางได้ดังนั้นจะต้องเลือกเป้าหมายของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจริง และลูกหนี้ที่ยังเดินไปได้ โดยใช้กระบวนการเจรจากับลูกหนี้เป็นราย ๆ ไป ว่ามีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ดูความเป็นไปได้ และธนาคารต้องดูเอง เพราะธนาคารจะรู้จักลูกหนี้ตัวเองดีที่สุด เพราะบางรายสามารถเดินต่อไปได้ แต่บางรายที่กระทบจริง ๆ ก็ต้องมีการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อจะให้เดินต่อไปได้

“การเจรจาจะทำเป็นเซ็กเตอร์หรือลูกหนี้เป็นราย ๆ ก็คงต้องอยู่ที่แบงก์ ดังนั้นคงไม่เจาะจงเซ็กเตอร์ใด ลูกหนี้รายใด คิดว่าแบงก์ประเมินได้หลังจากมีเจ้าหน้าที่สินเชื่อดูแลใกล้ชิด เพราะเข้าไปดูแลลูกหนี้ทุกราย รายไหนที่เดินได้ และรายไหนที่ต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งแบงก์ดำเนินการอยู่”

เตรียมพร้อมต้นน้ำ-ปลายน้ำ

นอกจากนี้นายรณดลกล่าวว่า ต้องเข้าใจว่ามาตรการพักหนี้ นั้นภาระหนี้ของลูกหนี้ยังอยู่และเพิ่มขึ้น ดังนั้นการพักไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นปัญหาในอนาคต สิ่งสำคัญคือต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ ขณะที่แบงก์เองแม้ว่าจะไม่กระทบรายได้เพราะยังมีดอกเบี้ยค้างชำระอยู่

ส่วนกรณีที่จำเป็นต้องมีการตั้งบริษัทบริหารหนี้เสียเพื่อมารับหนี้เสียออกจากแบงก์หรือไม่นั้น นายรณดลกล่าวว่า ขณะนี้ลูกหนี้กลุ่มใหญ่นี้ยังไม่ได้เป็นหนี้เสีย ซึ่งวันนี้เอ็นพีแอลในระบบสถาบันการเงินยังอยู่ที่ 3% นิด ๆ ขณะนี้ยังไม่จำเป็น แต่ ธปท.ก็เตรียมเมนูเซตที่ดูแลกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่ช่วยดูแลครบวงจร เป็นสิ่งที่ ธปท.แน่ใจว่ากลไกต่าง ๆ สามารถทำงานได้หากเกิดสถานการณ์อะไรขึ้น

บี้แบงก์ต่อชีวิตธุรกิจโรงแรม

นายรณดลกล่าวว่า อย่างไรก็ดีกลุ่มที่ ธปท.กำลังติดตามใกล้ชิดคือกลุ่มที่หลักประกันสูง หรือ LTV ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรม ทำไมกลุ่มนี้มีการยื่นขอซอฟต์โลนเข้ามาน้อย ซึ่งทาง ธปท.ก็ได้ส่งรายชื่อลูกหนี้กลุ่มนี้ไปให้ธนาคารต่าง ๆ ดูว่าทำไมไม่มาใช้ซอฟต์โลน เหตุผลคืออะไร หรือกระบวนการภายในธนาคารมีปัญหาอุปสรรคอะไร เป็นเพราะลูกหนี้อาจจะยังไม่อยากกู้ หรือเป็นเพราะความเสี่ยงที่ลูกหนี้อาจมีมากกว่าที่คิดไว้ ทำให้ธนาคารไม่ปล่อยกู้

“เราอยากฟังเหตุผลของแบงก์ก่อนว่า เหตุผลที่ไม่ให้ซอฟต์โลนเพราะอะไร เพราะลูกหนี้แต่ละคนมีอัตลักษณ์ของตัวเอง ตอนนี้เราพยายามเจาะกลุ่มโรงแรมก่อน เพราะธุรกิจโรงแรมบางกลุ่มอยู่ในพื้นที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ เจ้าหนี้ก็ไม่อยากจะปล่อยกู้ ลูกหนี้ก็ไม่อยากกู้ เพราะโรงแรมปิดอยู่ หรือแบงก์เข้มเกินไป ซึ่งถ้าเข้มเกินไปก็ต้องไปดูแลกัน เพราะถ้าลูกหนี้เกิดไหลกลายเป็นหนี้เสียทั้งก้อนก็จะเป็นปัญหากับแบงก์ แต่ถ้าแบงก์ช่วยลูกหนี้ก็อาจจะไปรอดได้ ก็ต้องดูแลบริหารความเสี่ยงของแบงก์กับศักยภาพของลูกหนี้”

นายรณดลกล่าวว่า เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาทาง ธปท.ได้ออกโครงการ DR. BIZ ที่เปิดให้ลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายสถาบันการเงินเข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งก็มีเมนูเซตออกมาเป็นมาตรฐานชัดเจน ดอกเบี้ยควรจะเป็นเท่าไร ระยะเวลาเป็นเท่าไร และยืดหนี้เท่าไร เป็นเมนูที่ทำให้การเจรจาทำได้คล่องตัวขึ้น รวดเร็วขึ้น และลูกหนี้ที่เจ้าหนี้รายเดียวก็สามารถใช้เงื่อนไขนี้ในการเจรจา อย่างไรก็ตามขณะนี้โครงการก็ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร ก็ต้องไปคุยกับสถาบันการเงินว่าปัญหา/อุปสรรคอยู่ตรงไหน

ปลดเงื่อนไขปล่อยกู้ซอฟต์โลน

ขณะที่ความคืบหน้าในการปล่อยกู้ซอฟต์โลน (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2%) 5 แสนล้านบาทของแบงก์ชาติซึ่งเปิดโครงการตั้งแต่ 23 เม.ย. 2563 นายรณดลยอมรับว่า ยังมีความล่าช้า โดยขณะที่มีการปล่อยกู้ไปเพียง 1.16 แสนล้านบาท ให้กับลูกนี้ 69,362 รายจากวงเงินทั้งหมด 5 แสนล้านบาท โดยขณะนี้ ธปท.ได้มีการพูดคุยกับธนาคารถึงอุปสรรคในการปล่อยกู้ซอฟต์โลน กำลังหาแนวทางอยู่

ทั้งนี้ การจะแก้ไขพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซอฟต์โลน จะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลัง และต้องออกเป็น พ.ร.บ.แก้ไข ซึ่งต้องผ่านสภา 3 วาระ ต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่ทำได้เลยก็คือการแก้ประกาศของ ธปท.ในเรื่องของนิยาม “ลูกหนี้” ใหม่ ซึ่งเดิมกำหนดว่า ต้องไม่เป็นเอ็นพีแอลตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2562 ก็อาจจะปรับแก้ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถเข้าถึงเงินกูมากขึ้น เรื่องนี้กำลังพิจารณาอยู่ รวมถึงในส่วนปรับเงื่อนไขการชดเชยความเสียหายให้แบงก์ ซึ่งทางกระทรวงการคลังก็สามารถออกประกาศเพิ่มเติมได้

ยันไม่ปรับเกณฑ์ LTV

นายรณดลกล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่มีข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ให้ ธปท.ผ่อนปรนเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยว่า มาตรการ LTV เป็นมาตรการที่ออกมาดูแลปกป้อง โดยเฉพาะคนต้องการมีบ้านหลังแรกได้ซื้อบ้านในราคาที่สมเหตุสมผล ป้องกันพฤติกรรมเงินทอน ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้รับฟังความคิดเห็นและมีการผ่อนปรนมาตรการหลาย ๆ เรื่อง เช่น บ้านหลังแรกให้ปล่อยเท่ามูลค่าบ้าน 100% และแถมอีก 10% ให้กับการซื้อเฟอร์นิเจอร์ หรือบ้านหลังที่ 2 มูลค่าบ้านต่ำกว่า 10 ล้านบาท ขอให้มีเงินดาวน์ 10%

แต่หากต้องการบ้านราคามากกว่า 10 ล้านบาท ก็จะต้องมีเงินส่วนตัวด้วย เพราะเป็นการซื้อเพื่อการลงทุน ไม่อยากให้เกิดภาระหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับเรื่องของ affordable risk คือมีภาระหนี้มากเกินจนไม่มีเงินเหลือในการดำรงชีพ

“เราต้องแยกแยะมาตรการของเรา หากจะให้ผู้กู้บ้านหลังแรกได้กู้บ้านในราคาที่เหมาะสม และไม่มีเรื่องวัฒนธรรมเรื่องของเงินทอน จำเป็นจะต้องมีมาตรการ LTV เพื่อให้ราคาสะท้อนกับตลาด แต่พูดถึงหลังที่ 2 นอกเหนืออยู่อาศัยเป็นเรื่องการลงทุน แค่มีเงิน 10-20% เป็นเงินดาวน์เพื่อให้แน่ใจว่าจะชำระหนี้ได้ เพราะถ้ามีเหตุการณ์ช็อกขึ้นมา จะสร้างภาระกับระบบเศรษฐกิจ เรื่องของระบบเสถียรภาพพอสมควร”