เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ : เตรียมกดปุ่มมาตรการภาษี หนุนดีมานด์ “EV”

08 ต.ค. 2563 | 11:00น.

สัมภาษณ์พิเศษ

“อุตสาหกรรมยานยนต์” อุตสาหกรรมหลักที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศกำลังเผชิญวิกฤตโควิดอย่างรุนแรง การปั๊มหัวใจอุตสาหกรรมเป้าหมายจึงถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงทิศทางนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ หรือ EV ให้เกิดโดยเร็ว

ลงทุน EV 2-3 ปียังอืด

นโยบายเรื่องของรถยนต์ EV ถูกผลักดันมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป้าหมายสำคัญคือ รัฐบาลต้องการลดควันที่เกิดจากระบบสันดาปของรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างน้ำมันอยู่ในปัจจุบันนี้

จากนั้นก็มีมาตรการส่งเสริมให้เกิดทั้งการใช้ การลงทุนประกาศออกมาประมาณ2-3 ปี ที่แล้วของบีโอไอมีนักลงทุนเข้ามายื่นขอ แต่ EV การลงทุนค่อนข้างลำบาก เพราะปัญหาเรื่องของแบตเตอรี่ ทำให้รถมีราคาที่ค่อนข้างแพงเกินไปกว่ารถธรรมดา

โมเดล สศอ.ต้องลดภาษีจูงใจ

ดังนั้น หนึ่งในมาตรการที่ผมต้องการผลักดันให้เกิด EV คือ การต้องให้มีคนมาใช้จำนวนมาก จึงให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ทำการศึกษาว่าจะสามารถใช้ “มาตรการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วน” ตรงนี้ได้หรือไม่ สามารถลดได้มากน้อยขนาดไหน ช่วยกระตุ้นความต้องการใช้ได้มากหรือไม่ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ราคารถ EV ถูกลงได้ผมจำได้ว่าปัจจุบันภาษีขาเข้าพวกชิ้นส่วนที่นำมาประกอบอยู่ที่ 80% นับว่าสูงมากหากถามว่าจะลดภาษีให้เหลือเท่าไรนั้นเราต้องมาดูว่าจะให้มีสัดส่วนรถ EV เท่าไร ตามแผนคือในปี 2573 จะมี xEV 30% หรือประมาณ 750,000 คัน

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาผมติดตามการดำเนินมาตรการต่าง ๆต่อเนื่อง พบว่ามีมาตรการที่ประสบความสำเร็จ อาทิ มาตรการส่งเสริมการลงทุน xEV ซึ่ง ณ ปัจจุบันบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนการผลิตรถไฟฟ้าในส่วนของรถยนต์นั่งทั้งหมด13 โครงการ มีกำลังการผลิตรวม125,000 คันต่อปี ก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนในประเทศประมาณ 15,600 ล้านบาทและตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ขึ้นมา

เบื้องต้นโมเดลที่ สศอ.ศึกษาไว้ สามารถทำได้ทั้งลดภาษีนำเข้าเป็นชิ้นส่วน หรือ CKD และเป็นตัวสำเร็จรูปก็ได้ เราศึกษาทั้ง 2 รูปแบบ โจทย์คือเราจะให้มีรถ EV ในสัดส่วนที่เท่าไร ราคารถเท่าไร เช่น 700,000-800,000 บาท จากนั้นดูว่าควรจะลดภาษีลงมาที่เท่าไร เพื่อให้ราคารถ EV ลงมาเท่ากับรถสันดาป ซึ่งมาตรการนี้จะต้องมีกรอบเวลาเพื่อให้เกิดดีมานด์ก่อน โดยลดเป็นสเต็ปจากนั้นมันจะเกิดการลงทุนตามมา

ออกมาตรการมองทุกมิติ

การจะใช้หรือออกมาตรการอะไรนั้น เราต้องมาดูว่าเรามองมิติด้านไหน มิติด้านการลงทุน หรือมิติของมลพิษ เพราะการที่เราพูดถึงพลังงานไฟฟ้าก็เพราะต้องการแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ในมิตินี้การทำ “มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่” โดยรถอายุ 20 ปี เราจะเอาเรื่องการยกเว้นภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมาช่วย รถพวกสันดาปถ้าทำได้ 2,000-3,000 คันปีนี้ก็ถือว่าดีรัฐควรเริ่มได้เลย ทั้ง 2 มาตรการจึงน่าจะเข้าบอร์ด EV ในเดือน ต.ค. 2563 นี้ แม้ว่าเรื่องการลดภาษีเงินได้ รถเก่าแลกรถใหม่ รัฐจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลพอสมควร แต่มันช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม

“นายสุริยะ” มองถึงมิติของการลงทุน EV ตอนนี้ค่อนข้างที่จะ “ลำบาก”เพราะองค์ประกอบสำคัญของ EV คือ แบตเตอรี่ ซึ่งมีราคาคิดเป็น 50% ของราคารถเสียอีก ฉะนั้น ถ้าเรายังไม่มีฐานการผลิตแบตเตอรี่ที่ดีแล้ว การที่เราจะมาผลิตรถ EV ในประเทศมันจึงไม่ค่อยเกิดมูลค่าเพิ่มสักเท่าไร แต่ก็ต้องศึกษามาตรการอื่นมาดันดีมานด์ให้เกิดก่อน