ถอดโมเดล “อีปาร์ก” จีน พลิกโอกาสปั้นสินค้าไทยตีตลาดโลก
ณัฐพร วุ่นกลิ่นหอม
สัมภาษณ์
ชัดเจนว่าดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่าง “อีคอมเมิร์ซ” สร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจต่าง ๆ เข้าถึงลูกค้าได้อย่างไม่จำกัด โดยเฉพาะช่วงมาตรการล็อกดาวน์จากวิกฤตโควิด-19 ช่องทางการค้าขายออนไลน์ได้เปลี่ยนจากทางเลือกเป็นทางรอด
แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ถ้าปรับตัวไม่ทันอาจส่งผลในทางตรงกันข้ามได้ ดังจะเห็นได้จากการเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะจีน โดยพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนที่เป็นผู้ผลิตเองโดยตรง
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ณัฐพร วุ่นกลิ่นหอม” นายกสมาคมการค้าดิจิทัลไทย (Thai Digital Trade Association : TDTA) และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และการค้าในตลาดประเทศจีน เพื่อหาคำตอบไปพร้อมกันว่าผู้ประกอบการไทยจะปรับตัวอย่างไร เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ท่ามกลางการแข่งขัน จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงวิกฤตโควิด-19
ทำไมสินค้าจีนตีตลาดโลกได้
นายณัฐพรกล่าวว่า ความสำเร็จในการนำสินค้าออกสู่ตลาดโลกของจีนมาจากการวางแผนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ภายใต้หลักการ 3 ข้อ คือ “ผลิตมากที่สุด ต้นทุนต่ำที่สุด และส่งออกให้ได้เร็วที่สุด” โดยมีโมเดลการผลิต และการพัฒนานวัตกรรมที่ชัดเจน ด้วยการตั้งนิคมอุตสาหกรรม “อีคอมเมิร์ซปาร์ก” (e-Commerce park) หรืออีปาร์ก แห่งแรกที่เมืองหางโจว ปัจจุบันมีกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้สามารถผลิตสินค้ามากที่สุดในต้นทุนที่ต่ำมาก และสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว จากการมีนโยบายที่ชัดเจน และการจัดการที่เข้มงวด เช่น หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการจัดการเรื่องเอกสารให้ส่งออกได้ตามกำหนดเวลาจะได้รับโทษทันที เป็นต้น
“การทำอีคอมเมิร์ซปาร์กเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จีนประสบความสำเร็จ และกลายมาเป็นผู้ที่มีบทบาทในตลาดอีคอมเมิร์ซโลก ซึ่งเขาเริ่มมาตั้งแต่ปี 1998 เพียงแต่ที่ผ่านมา ผลิตเพื่อบริโภคในประเทศ และส่งออกบางส่วน แต่หลัง ๆ เริ่มมีนโยบาย ให้กินใช้ แต่พอดี มีเรื่องการรีไซเคิล และรียูสมากขึ้น ขณะที่การผลิตยังทำได้เท่าเดิม เขาจึงเริ่มส่งสินค้าออกมาตีตลาดต่างประเทศ”
ถอดโมเดลความสำเร็จ “อีปาร์ก”
โมเดล “อีปาร์ก” ของจีน มีโจทย์ชัดเจนที่การผลิตสินค้าได้มากที่สุด ต้นทุนต่ำสุด และส่งออกไปขายให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะไม่เสียเวลาเดินทางไปกลับ จึงตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมให้ภาคส่วนต่าง ๆ มาอยู่รวมกัน และมีการกำหนดเป็นโซนนิ่งเพื่อให้แต่ละแห่งมีประเภทสินค้าที่ผลิตแตกต่างกัน ทำให้แต่ละพื้นที่ได้ต้นทุนที่ดีที่สุดและไม่ต้องแข่งกันเอง
ยกตัวอย่าง เช่น นิคมที่ผลิตรองเท้ากีฬา ซึ่งต้องประกอบด้วย พื้นยาง, เชือกผูก, แผ่นผ้า, แผ่นยาง, เข็ม และเครื่องจักร เป็นต้น ก็ให้มีบริษัทพวกนี้มาอยู่ในที่เดียวกัน 300-400 บริษัท ให้นิคมหาซัพพลายเออร์ ทำให้มีอำนาจต่อรองต้นทุนวัตถุดิบ เป็นต้น
นอกจากนี้ การดำเนินการต่าง ๆ ยังมีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เช่น ดูจาก 3 หมวดสินค้าขายดีบนเว็บอีคอมเมิร์ซอันดับต้น ๆ ของโลกว่า ตลาดต้องการอะไร เพื่อแบ่งโซนการผลิตชัดเจน โดยพิจารณาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากรบุคคลในพื้นที่ โดยแต่ละนิคมที่ตั้งขึ้นจะผลิตสินค้าต่างกัน เช่น หมู่บ้านนี้ผลิตวิกผม, ผลิตอัลมอนด์, เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
“แม้กระทั่งผลิตเสร็จใส่กล่อง ก็จะมีบริษัทขนส่ง 2-3 บริษัทอยู่ด้วยกัน คนดูแลอีปาร์กจะเป็นคนไปต่อรอง พอต่อรองเพื่อให้ค่าขนส่งถูก ค่าแพ็กเกจจิ้งถูก ในแง่แรงงานก็ถูก เพราะใช้คนในพื้นที่อยู่แล้ว ไม่ต้องจ้างแรงงานที่ย้ายถิ่นมา
ส่วนเรื่องการส่งออกให้ได้เร็ว ก็มีการกำหนดตั้งแต่การขนส่งว่าจะต้องเสร็จภายใน 3 ชั่วโมง หรือไม่ถึงครึ่งวัน ตั้งแต่กระบวนการเอกสาร ชิปปิ้ง จนถึงขึ้นเรือพร้อมส่งไปต่างประเทศใน 1 ชม. ทั้งหมดเป็นสิ่งที่รัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนในท้องถิ่น ร่วมมือกัน 5-6 มิติร่วมด้วยช่วยกัน”
ภายในนิคมอุตสาหกรรม “อีปาร์ก” จะมีทั้งโรงงานผลิต ศูนย์นวัตกรรม, ธนาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เปรียบเสมือนเมือง โดยมีข้อกำหนดว่าถ้าผู้ประกอบการที่เข้ามาตั้งบริษัทประสบความสำเร็จในเชิงรายได้ถึงกรอบที่วางไว้
ก็จะต้องออกจาก “อีปาร์ก” ไปตั้งโรงงานที่อื่นเพื่อเปิดโอกาสให้รายใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่าง ๆ ต่อไป เช่น ในอดีตหัวเว่ยก็เคยอยู่ในอีปาร์ก จนมีรายได้ถึงจุดหนึ่งก็ออกไปเพื่อเปิดโอกาสให้รายใหม่เข้ามา ทำให้จีนมีแบรนด์สินค้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น ออปโป้ วีโว่ และล่าสุด เสี่ยวมี่ เป็นต้น
แนะผู้ประกอบการไทยปรับตัว
นายณัฐพรกล่าวว่า อีกจุดแข็งที่ได้เรียนรู้จากจีน คือการมีฐานข้อมูลจำนวนมาก เพราะรัฐบาลนำเงินภาษีที่ได้มาซื้อข้อมูลจากเสิร์ชเอ็นจิ้งดัง ๆ ทั่วโลก หาก “อีปาร์ก” ไหนอยากได้ข้อมูลก็ต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิก ซึ่งข้อดี คือสามารถนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ หาความต้องการของตลาด
ทำให้คาดการณ์ได้ว่าอีก 1 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคแต่ละประเทศต้องการเสื้อผ้าแบบไหน สีอะไร ทำให้ผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการในอนาคต ซึ่งการใช้ประโยชน์จากการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยนำมาใช้ประโยชน์ได้ เพื่อจะได้รู้ว่าตลาดต้องการอะไร และรู้ว่าอะไรจะขายได้ ไม่ได้
“ผมมักบอกเสมอว่า ถ้าเขาทำได้ เราก็ทำได้ เพียงแต่วิธีการทำของเราอาจไม่เหมือนเขา เราอาจเริ่มจากภาคเอกชนเอง หรือบางมิติเราเริ่มจากภาครัฐ เช่น เรื่องการส่งออกเร็วที่สุด รัฐอาจกระโดดลงมาช่วยก่อน โดยการตั้งเงื่อนไขให้ส่งออกได้เร็ว หรือถ้าจะนำอีปาร์กของจีนมาประยุกต์ ก็อาจจะนำมาใช้เรื่องการวางแผนสินทรัพย์ให้แมตช์กับการผลิตสินค้าในท้องถิ่น
เช่น ถ้าเราต้องการส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นขึ้นออนไลน์ ไม่ว่าจะได้งบฯจากหน่วยงานไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือจะใช้แรงงานเยาวชน หรือนักศึกษาในท้องถิ่น ทำอะไรได้บ้าง เช่น การถ่ายรูป ทำโฟโต้ช็อป ตัดคลิป เพราะเป็นสิ่งที่เกษตรกรทำไม่ได้”
โอกาสหลังโควิด-19
นายณัฐพรกล่าวด้วยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้คนจีนให้ความสำคัญกับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยในการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ดังนั้น สินค้าไทยที่จะส่งออกไปยังตลาดประเทศจีนจะต้องคำนึงถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่่งต้องปรับเปลี่ยนตั้งแต่แพ็กเกจจิ้งใหม่ ที่่จะต้องแสดง QR code ชัดเจน เพื่อระบุถึงแหล่งที่มา และขั้นตอนการผลิต
เช่นเดียวกัน ธุรกิจบริการ โรงแรม และร้านอาหารในประเทศไทยที่จะต้องปรับตัวเพื่อต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายและสามารถเดินทางมาเมืองไทยได้ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคก็จะเปลี่ยนไป โดยระมัดระวังเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงต้องทำให้มั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัย
“สินค้าที่จะส่งไปจีนต้องรีแพ็กเกจจิ้งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปลาหรือน้ำพริกเผา ต้องเจาะให้ใสเพื่อให้ดูข้างในได้ อาจไม่เกี่ยวกับโควิดโดยตรง แต่ผู้บริโภคต้องการมองเห็นว่าข้างในดีหรือไม่”
บทบาทสมาคมการค้าดิจิทัลไทย
สำหรับบทบาทของสมาคม นายณัฐพรกล่าวว่า ตั้งขึ้นมาเพื่อ 1.ช่วยผู้ประกอบการเปลี่ยนแปลงองค์กร หรือธุรกิจด้วยดิจิทัล 2.ช่วยผู้ประกอบการในการทำธุรกิจเกี่ยวกับดิจิทัล และการค้าดิจิทัล และ 3.เพื่อช่วยผู้ประกอบการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อมีศักยภาพในการแข่งขันยุคดิจิทัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเข้าไปเจรจากับแพลตฟอร์มเพื่อให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการและสินค้าไทย
และอีกบทบาทคือช่วยเอสเอ็มอีไทยให้ขยายตลาดออนไลน์ และต่างประเทศได้ รวมถึงจัดหาแรงงานต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ
โดยในช่วงแรก สมาคมเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มสมาชิกก่อน หลังจากนั้นเริ่มช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดกลาง นำสินค้าเกษตรออกไปขายต่างประเทศ โดยจะเข้าไปเสนอแผนพร้อมกับภาครัฐ และใช้ข้อมูลที่มีในการเลือกสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด
ซึ่งได้เริ่มทำใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว เช่น ช่วยขายปลากุเลาและอาหารทะเล ซึ่งได้รับผลการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดส่งออกสินค้าประมงก็เพิ่มสูงขึ้น