วันรัฐธรรมนูญ ฉบับคณะราษฎร 2475 สู่ยุคขุนศึก-ศักดินา
รัฐธรรมนูญ
มรดกคณะราษฎร 2475 ถูกปัดฝุ่น พูดถึงซ้ำหลายๆ ครั้งในการชุมนุมของ “ราษฎร 2563”
จุดประเด็น “สานต่อ” ภารกิจคณะราษฎร 2475 ที่ยังทำไม่สำเร็จ หมุดคณะราษฎรที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อหลายปีก่อน นำมาพลิกแพลงใหม่ ถูกฝังลงไว้ท้องสนามหลวง ก่อนจะถูกเก็บไปอีกครั้ง
ขณะที่รัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ก็อาจนับรวมเป็นหนึ่งใน “มรดกคณะราษฎร” ที่มวลชนราษฎรวาดฝันให้กลับไปมีประชาธิปไตยเหมือนเมื่อ 88 ปีก่อน
หากค้นรากเหง้าของรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 มีรากเหง้าแห่งการประนีประนอมระหว่าง ผู้ก่อการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 กับ พระมหากษัตริย์และขุนนางใหญ่
สร้างขึ้นมาเพื่อใช้แทน “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน 2475” ที่ร่างขึ้นโดย “ปรีดี พนมยงค์” มันสมองคณะราษฎร ซึ่งประกาศใช้ในวันที่ 27 มิถุนายน 2 วันหลังการปฏิวัติ แต่ก็ใช้เพียงแค่ 5 เดือน 13 วัน เนื่องจากพระบทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 มีพระราชหัตถเลขาให้มีคำว่า “ชั่วคราว” ต่อท้าย และให้ยกร่างกันใหม่อีกครั้ง
หลังการปฏิวัติได้เพียง 4 วัน เมื่อ 28 มิถุนายน 2475 “ปรีดี” แถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฉบับนี้เป็นธรรมนูญชั่วคราว เพราะว่าได้สร้างขึ้นด้วยเวลาฉุกละหุกกะทันหัน อาจจะยังมีที่บกพร่องอยู่บ้างก็ได้ จึงควรที่จะได้ผู้มีความรู้ความชำนาญในการนี้เป็นอนุกรรมการตรวจแก้ไขเพิ่มเติมเสียใหม่ให้เรียบร้อยบริบูรณ์”
อย่างไรก็ตาม หนึ่งใน “หัวใจ” ข้อประนีประนอมระหว่างระบอบเก่า – ระบอบใหม่ ขณะทำการร่างรัฐธรรมนูญ คือเรื่องประเด็นพระมหากษัตริย์ ที่ใน “ธรรมนูญการปกครอง” ใช้คำว่า “กษัตริย์” ไม่ใช่ “พระมหากษัตริย์” พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า
ที่เขียนว่า “กษัตริย์” นั้นยังไม่ถูกต้อง เพราะคำนั้นหมายถึงนักรบเท่านั้น ที่ถูกจะต้องเขียนว่า พระมหากษัตริย์ คือเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ผู้ถืออาวุธปกป้องบ้านเมือง อันเป็นราชประเพณีแต่โบราณกาล
ขณะที่ คำว่า “คณะรัฐมนตรี” ซึ่งใช้มาถึงปัจจุบันนี้ เดิมที “ปรีดี” ตั้งใจใช้ชื่อ “คณะกรรมการราษฎร” ตามธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน 2475 แต่แพ้โหวต ในคราวการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 31/2475 วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475
“มีอยู่คําหนึ่งในร่างที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทัก คือ คําว่า คณะกรรมการราษฎร กับกรรมการราษฎร ทรงรับสั่งว่า คําไม่เพราะ และไม่ค่อยจะถูกเรื่อง ตามแบบราชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ และทรงติเช่นนี้จึงขอนําเสนอให้ทราบด้วย”
ต่อมาในคราวการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 41/2475 วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 ก็มีการปรับแต่งถ้อยคำใหม่
จาก “คณะกรรมการราษฎร” เป็น “รัฐมนตรีสภา” คําว่า“ประธานคณะกรรมการราษฎร” เป็น “นายกรัฐมนตรีสภา” และคําว่า “กรรมการราษฎร” เป็น “รัฐมนตรี” และได้มีข้อตกลงใหม่ให้แก้คําเหล่านี้อีกครั้ง คือ คําว่า “รัฐมนตรีสภา” แก้เป็น “คณะรัฐมนตรี” และคําว่า “นายกรัฐมนตรีสภา” แก้เป็น “นายกรัฐมนตรี”
โดยที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับคำว่ารัฐมนตรี 28 เสียง ไม่ออกเสียง 24 เสียง ควรใช้คำอื่น 7 เสียง
คําแถลงของพระยามโนปกรณนิติธาดา ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณานั้น มีข้อความในช่วงสุดท้ายว่า
“ในการร่างพระธรรมนูญนี้ อนุกรรมการได้ทำการติดต่อกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดเวลา จนถึงอาจจะกล่าวได้ว่า ได้ร่วมมือกันทำข้อความตลอด ในร่างที่เสนอมานี้ได้ทูลเกล้าฯ ถวายและทรงเห็นชอบด้วยทุกประการแล้ว และที่กล่าวได้ว่าทรงเห็นชอบนั้น ไม่ใช่แต่เพียงเห็นชอบด้วยอย่างข้อความที่กราบบังคมทูลขึ้นไป ยิ่งกว่านั้นเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก”
ที่สุดแล้วรัฐธรรมนูญฉบับแรกก็ใช้กันต่อเนื่องยาวนานในระยะแรกถึง 14 ปี ตั้งแต่ 2475 – 2489
กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง “ปรีดี” พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2475 เพราะช่วงระยะเวลา 14 ปีที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดระบอบลัทธิผู้นำขึ้น สร้างบทบาทให้ “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” ในฐานะฝ่ายบริหารมาก จึงมีแนวโน้มในทางเผด็จการ
ปรีดีจึงได้อาศัยอำนาจจากรัฐสภาล้มล้างรัฐบาลที่มีลักษณะทหารนิยมของ จอมพล ป. จึงนำมาซึ่งการรื้อฟื้นประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของคณะราษฎรอีกครั้ง เพราะในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ได้วางเงื่อนไขการมี ส.ส.ประเภท 2 ที่มาจากการแต่งตั้งไว้ 10 ปี เพื่อให้เป็นพี่เลี้ยง ส.ส.ประเภท 1 ที่มาจากการเลือกตั้ง
ครั้นในเดือนสิงหาคม 2483 ขุนบุรัสการกิตติคดี ส.ส.ประเภท 1 ได้ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืดบทเฉพาะกาลมาตราดังกล่าวต่อไปอีก 10 แต่เมื่อถึงปี 2488 บทเฉพาะกาลดังกล่าถูกใช้มานาน 13 ปี แล้ว ดังนั้น ทั้ง “ปรีดี” และ ควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี เวลานั้น มีความเห็นสอดคล้องกันที่จะ “สังคายนา” รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
อันมาถึงฉากประนีประนอมในทางอำนาจ ระหว่างคณะราษฎร กับ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม
มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ยกเลิก ส.ส.ประเภทที่ 2 โดยเปลี่ยนให้มีพฤฒสภา และสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ ยังให้มีเสรีภาพในการตั้งพรรคการเมือง ยกเลิกมาตราที่กำหนดให้เชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่อยู่เหนือการเมือง แปลว่า เชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่สามารถลงเลือกตั้งได้
จึงกำเนิดพรรคอนุรักษ์นิยมชื่อ “พรรคประชาธิปัตย์” ในปี 2489
ต่อมาการเมืองถึงคราวพลิกผันปั่นป่วน ที่กระทบถึงเสถียรภาพของรัฐบาลปรีดี ทั้งการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของเสรีไทย บทบาทของเสรีไทยที่แซงหน้ากองทัพจนทำให้กองทัพบกไม่พอใจ เศรษฐกิจหลังสงครามโลกที่ยังปั่นป่วนไปทั้งโลก ร้ายแรงที่สุดคือกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 มีการตะโกนในโรงหนังว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง”
ที่สุดแล้วสถานการณ์ทั้งหมดขมวดปมตรงที่เหตุการฯรัฐประหาร24 พฤศจิกายน 2490 ล้มรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาสวัสดิ์ คนบ้านเดียวกับ “ปรีดี” และยังเป็นขั้วข้างการเมืองเดียวกัน
ผู้นำรัฐประหารในครั้งนั้นคือ “จอมพลผิน ชุณหะวัณ” และนำรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มมาใช้แทน (เพราะผู้ร่างแอบไว้ใต้ตุ่ม เพื่อนำมาใช้หลังการรัฐประหาร)
การรัฐประหาร 2490 เป็นการพลิกฟื้นอำนาจ “จอมพล ป.” กลับมาสู่เส้นทางอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง จากนั้นมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม กลายมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 มีหลักการสำคัญ คือ ให้มี 2 สภา คือ ผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ให้มีการเพิ่มอำนาจให้พระมหากษัตริย์ เช่น การถวายอำนาจให้เป็นผู้เลือกและแต่งตั้งวุฒิสภา และห้ามข้าราชการประจำโดยเฉพาะทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ท่ามกลางแรงเสียดทานทางการเมืองจากฝ่ายปรีดี ซึ่งสูญเสียอำนาจไปตั้งแต่รัฐประหาร 2490 และมีการก่อการทั้งกบฏวังหลวง กบฏแมนฮัตตัน
จนแล้วจนรอดรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ธันวาคม 2475 ก็ถูกปัดฝุ่นกลับมาใช้อีกครั้ง เพราะคณะรัฐประหาร 2490 ได้รัฐประหารตนเองผ่านวิทยุกระจายเสียง ไม่มีแม้แต่การเคลื่อนรถถังออกมาเพื่อแสดงพลัง เพราะในขณะนั้น คณะรัฐประหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยมี “จอมพล ป.” เป็นนายกพนายพลกระดูกเหล็ก
“จอมพลผิน” ผู้ทำการรัฐประหารให้เหตุผลการรัฐประหารว่า “ขณะที่ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และรัฐธรรมนูญขณะนั้น ห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกรัฐสภา เลาประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ดี เลาประชุมวุฒิสภาก็ดี สมาชิกทำการอภิปรายรวนเร ไม่เป็นสาระอยู่ตลอดเลา แม้วุฒิสมาชิกซึ่งทางรัฐบาลเสนอแต่งตั้ง บางคนก็พลอยอภิปรายรวนเรไปตามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียด้วย ทำให้รัฐบาลซึ่งจอมพล ป.เป็นนายกฯ ตั้งตัวไม่ติด ถ้าขืนมีสภาพเช่นนี้ตลอดไป รัฐบาลก็ไม่สามารถจะทำการได้ก้าวหน้าเท่าที่ควร จึงประชุมคณะรัฐประหารชั้นผู้ใหญ่ พิจารณาความเป็นไปของรัฐสภา ในที่สุดก็ลงมติเอกฉันท์ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 มาใช้ แก้ไขให้เหมาะสมกับกาลสมัย”
ผลของการนำรัฐธรรมนูญ 2475 พร้อมบทเฉพาะกาลกลับที่ปรับปรุงใหม่มาใช้นั้น ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพอย่างเด็ดขาด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ยอมให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ไม่ห้ามบุคคลในกองทัพมาเล่นการเมือง ยังได้ระบุให้รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว
ฟื้น ส.ส.ประเภท 1 และ 2 กลับมาอีกครั้ง โดยกำหนดให้ ส.ส.ประเภท 2 มีวาระถึง 10 ปี แต่เมื่อใช้รัฐธรรมนูญไปแล้ว 5 ปี หากจังหวัดใดมีผู้ได้รับอบรมจากชั้นประถมศึกษา เกินจำนวนกว่าครึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็ให้เลือก ส.ส.ประเภท 1 เข้ามาแทน ส.ส.ประเภท 2
นอกจากนี้ยังเติมมาตราที่ว่าด้วยผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์มิได้ ….
ส.ส.ประเภทที่ 2 จึงเป็นไม้ค้ำยันให้รัฐบาล รัฐบาบจอมพบ ป. บริหารประเทศภายใต้ รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ที่กลายพันธุ์ มาจนถึงจุดแตกหักทางการเมือง รัฐประหาร 2500
โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขุนพลลูกน้องของจอมพล ป.เอง