เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ชัชชาติ’ ลุยแก้ปัญหาหมู่บ้านจมน้ำ ระดม ‘เรือลุงถั่ว’ ระบายน้ำคลองประเวศ เร่งฟื้นฟูคลองจั่น-บึงกุ่ม
News ‘ชัชชาติ’ ลุยแก้ปัญหาหมู่บ้านจมน้ำ ระดม ‘เรือลุงถั่ว’ ระบายน้ำคลองประเวศ เร่งฟื้นฟูคลองจั่น-บึงกุ่ม
หายนะ แมนฯ ซิตี้
คุยกับเอกราช หายนะ แมนฯ ซิตี้
แก้ปัญหาไตรมาส 4
Columns แก้ปัญหาไตรมาส 4
ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
Economic ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
Politics รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
Finance เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
Economic น้ำท่วมซ้ำเติมพืชเศรษฐกิจ ‘ข้าว-มัน-ยาง’ ราคาดีแต่ผลผลิตน้อย
สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

คลังดัน “ขึ้นภาษี” รถใช้น้ำมัน รื้อโครงสร้างอัตราภาษีปั้นอุตEV

17 ธ.ค. 2563 | 08:51น.

คลังรื้อใหญ่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ บี้เพิ่มอัตราภาษีรถใช้น้ำมัน หวังเร่งเครื่องแจ้งเกิดรถอีวีผลิตในประเทศดีเดย์ปี 2568 เริ่มใช้โครงสร้างใหม่ ย้ำชัดไฮบริดกับปลั๊ก-อินไฮบริด ต้องใช้ภาษีคนละอัตรา ค่ายรถยนต์โวยลั่นเหตุรถอีวีลูกค้ายังเข้าไม่ถึง ทั้งราคาและโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงรัฐบาลลืมโปรดักต์แชมเปี้ยน “ปิกอัพ-อีโคคาร์” ระบุรถยนต์ใช้น้ำมันยังอยู่กับประเทศไทยไปอีกนานขอเวลาปรับตัว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2564 นี้ จะเป็นช่วงที่กรมสรรพสามิตจะเดินหน้าทบทวนปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ หลังจากที่กรมได้เชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 20 บริษัท มาประชุมเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งได้พูดคุยกันถึงการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์รอบใหม่ จากโครงสร้างปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในปี 2568

โดยประเด็นสำคัญคือ กรมได้แจ้งผู้ประกอบการว่า หลังจากปี 2568 ไปแล้ว จะต้องมีการปรับขึ้นอัตราภาษีรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งปล่อยมลพิษมาก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตหันไปผลิตรถยนต์ประเภทที่ปล่อยมลพิษน้อยลง ทั้งไฮบริด ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

“คุยกันว่าต้องปรับภาษีรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเพิ่มขึ้นให้สูงที่สุดกว่ารถยนต์ประเภทอื่น เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครผลิตรถยนต์อีวี ขนาดปัจจุบันมีมาตรการส่งเสริมลดภาษีให้เหลือ 0% กรณีผลิตในประเทศ ช่วงปี 2563-2565 ก็ยังไม่เกิด รวมถึงถ้ายังส่งเสริมอีโคคาร์อยู่ ซึ่งปัจจุบันอีโคคาร์ เฟส 2 ได้ภาษีอัตรา 10% กับไฮบริด 4% ผู้ผลิตก็ไม่ยอมไปผลิตรถอีวี เพราะยังอยากใช้เทคโนโลยีเดิมอยู่ ดังนั้น หลังปี 2568 ต้องเลิกส่งเสริมอีโคคาร์ด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากต้องเก็บภาษีรถยนต์สันดาปภายในให้สูงขึ้นแล้ว ก็ต้องแยกอัตราภาษีระหว่างรถยนต์ไฮบริด กับปลั๊ก-อิน ไฮบริด ให้มีความแตกต่างกัน โดยภาษีไฮบริดจะต้องสูงกว่าปลั๊ก-อิน ไฮบริด
“โครงสร้างภาษีใหม่ อัตราที่เก็บสูงที่สุดต้องเป็นรถยนต์สันดาปภายใน ตามมาด้วยไฮบริด และต่อด้วยปลั๊ก-อิน ไฮบริด สุดท้ายคือรถอีวี ภาษีต่ำที่สุด เพราะไม่อย่างนั้น ถ้าให้แค่ภาษีรถอีวีต่ำ แต่รถสันดาปภายในก็ยังต่ำอยู่ด้วย ก็ไม่มีใครอยากเปลี่ยน” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ในช่วง 2-3 เดือนหลังจากนี้ กรมจะเปิดให้ผู้ประกอบการผลิตรถยนต์แต่ละรายเข้ามาหารือ เพื่อนำเสนอแนวคิดของแต่ละค่าย ทั้งเรื่องเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ที่จะมุ่งไปข้างหน้า ตลอดจนความคาดหวังว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ต้องการเห็นอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทยไปทิศทางไหน

“พอแต่ละค่ายมาคุยแล้ว กรมก็จะต้องหาข้อสรุปที่ตกผลึกแล้ว เสนอให้รัฐบาลพิจารณาประกาศ เพื่อให้ผู้ผลิตมีเวลาปรับตัวประมาณ 3-4 ปี”

ไม่ต่อเวลาลดภาษีอีวี 0% 2 ปี

ส่วนกรณีเอกชนเสนอให้ขยายเวลาคิดภาษีรถยนต์อีวีที่ 0% กรณีผลิตในประเทศออกไปอีก 2 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดปี 2565 นั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า ถึงจะขยายเวลาออกไป ก็ไม่ได้ส่งผลให้มีการเร่งผลิตรถยนต์อีวีในประเทศ เพราะขนาดให้ 0% ถึงปี 2565 ก็ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดผลิตขึ้นมาสักรายเดียว

“รถยนต์อีวีถ้าได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หลังปี 2565 ก็จะเป็น 2% ไปถึงปี 2568 ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมาเสนอโครงการผลิตรถยนต์อีวีในประเทศสักรายเดียว เพราะยังไม่มีความพร้อมที่จะผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ” แหล่งข่าวกล่าว

“รถอีวี” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ภาษี

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ปัญหาที่ยังไม่มีผู้ผลิตรถยนต์อีวีในประเทศนั้น เนื่องจากปัจจัยที่จะสนับสนุนให้เกิดการผลิต ไม่ได้มาจากภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันก็ให้อัตราที่ 0% แล้ว ก็ยังไม่มีการผลิตเกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนยังไม่ยอมรับรถยนต์อีวีมากนัก เพราะระบบรองรับต่าง ๆ ยังไม่มีความพร้อม ทั้งเรื่องการชาร์จไฟฟ้าที่ปัจจุบันยังคิดค่าชาร์จตามเรตอุตสาหกรรมอยู่ ซึ่งขึ้นกับกระทรวงพลังงาน

“ปัญหาทุกวันนี้เป็นเรื่อง nontax หรือมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมากกว่า ซึ่งรัฐบาลต้องคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รู้เรื่อง ต้องไปในทิศทางเดียวกัน เพราะไม่อย่างนั้น ให้ภาษี 0% ก็ไม่มีประโยชน์” แหล่งข่าวกล่าว

อุตฯโยนคลังเผือกร้อนภาษีใหม่

แหล่งข่าวฝ่ายคณะทำงานโครงสร้างภาษีรถยนต์ กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การเรียกกลุ่มผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ในประเทศกว่า 20 บริษัท เข้าหารือดังกล่าว เพื่อเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์รอบใหม่ เพื่อกระตุ้นและผลักดันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นไปตามแผนซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังคงเป็นเพียงระดับของการหารือ และยังคงเป็นการหารือระหว่างเอกชนกับกระทรวงการคลัง ส่วนจะปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปเพื่อดัน EV หรือไม่นั้น ต้องอยู่ที่กระทรวงการคลังเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่มีความเห็นใด ๆ และยังไม่ได้เข้าไปร่วมหารือด้วย

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นโยบายเพื่อผลักดันให้เกิดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้นยังต้องผลักดันต่อ และในเดือนมกราคมปี 2564 จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ครั้งที่ 2 โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน แทนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในระหว่างนี้ทาง สศอ. ในฐานะเลขาฯจะทำการเตรียมข้อมูล แผนต่าง ๆ ให้พร้อม

ก่อนหน้านี้ ทางกระทรวงอุตสาหกรรมมีการนำเสนอโครงการนำรถเครื่องยนต์สันดาปภายในแลกซื้อประเภทรถยนต์ไฟฟ้า “โครงการรถแลกแจกแถม หรือรถเก่าแลกรถใหม่ 100,000 คัน” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างดีมานด์และเพิ่มแรงจูงใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ สนับสนุนการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ด EV ก็ยังมองว่า โครงการนี้มีประโยชน์และน่าจะทำให้มีความชัดเจน นำมาใช้ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง

ห่วงกระทบโปรดักต์แชมเปี้ยน

แหล่งข่าวผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กล่าวเสริมว่า หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องวางแผนทั้งระบบเพื่อรักษาความเป็นฐานการผลิตบนพื้นฐานความเป็นจริงและต้องไม่ลืมโปรดักต์แชมเปี้ยนอย่างปิกอัพและอีโคคาร์ ที่เป็นเสมือนเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และมีช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์ไปสู่มอเตอร์ไฟฟ้าว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ การใช้เวลาเพียง 2 ปีเพื่อก้าวไปสู่รถอีวีอาจจะเร็วเกินไป

“ต้องไม่ลืมไปว่าประเภทการใช้งานของรถยนต์ยังเหมือนเดิม โจทย์ที่ต้องการสนับสนุนรถอีวีนั้น สิ่งที่เป็นคำถามคือ เราสนับสนุนรถไฟฟ้ากันทำไม สนับสนุนเทคโนโลยีทุกตัวเพื่อให้ไทยรักษาฐานการผลิตเอาไว้ให้ได้ วันนี้สนับสนุนรถอีวี แต่ดีมานด์ในโลกยังไม่มีคนใช้ แล้วเราจะผลิตไปทำไม สร้างแวลูให้กับสินค้าให้ได้ก่อนมั้ย ดังนั้น รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจน”

หวั่นอัตราใหม่ทำราคารถพุ่งสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์กังวลคือ หากดีมานด์ของการใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่มากพอ อย่างไรเสียผู้บริโภคก็ต้องเลือกใช้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน และถ้าหากอัตราภาษีใหม่ซึ่งจะใช้ในปี 2568 สูงขึ้น แน่นอนว่าผู้ประกอบการก็ต้องผลักภาระนี้ให้กับผู้บริโภค ทำให้ราคารถยนต์สูงขึ้น กระทบต่อภาวะการขายเป็นลูกโซ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ อัตราภาษีเดิมที่เก็บจากปริมาณการปล่อยมลพิษ (ซีโอทู) ค่ายรถทุกยี่ห้อก็พยายามทำให้ลดลงตามโรดแมปที่รัฐบาลกำหนด และเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น อาทิ มาตรฐานไอเสียทั้งยูโร 5 และยูโร 6 ก็จะทำให้ประเทศสามารถลดควันพิษที่เป็นสาเหตุของฝุ่นละอองที่เป็นปัญหาในขณะนี้

ชูรถอีวีรัฐต้องสนับสนุนทุกด้าน

ด้าน นายพงศ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวคิดดังกล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์พลังงานแบตเตอรี่อย่างรถยนต์อีวี รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ให้เกิดความแพร่หลายมากขึ้นนั้น สิ่งสำคัญที่ภาครัฐจำเป็นต้องสนับสนุนคือ การช่วยทำให้ราคาจำหน่ายรถยนต์เหล่านี้ถูกลง น่าจะเหมาะสมมากกว่าการใช้ภาษีตัวอื่นมาเร่ง

“เรามองว่าในระยะสั้น หากรัฐจะส่งเสริมรถยนต์อีวีและพีเอชอีวี ต้องช่วยเอกชนให้เขาสามารถทำต้นทุนได้ต่ำลง เพื่อให้คนซื้อรถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น วันนี้เอ็มจีเรามีรถยนต์จำหน่ายหลากหลาย เราเชื่อว่าถ้าราคาจับต้องได้ง่ายจากแรงจูงใจของรัฐ ความต้องการมาแน่ ส่วนการปรับขึ้นภาษีสำหรับรถใช้เครื่องยนต์นั้นก็จะต้องมีระยะเวลาให้ผู้ประกอบการได้เตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อย 5 ปี”

หนุนแยกประเภทชัดเจน

แหล่งข่าวระดับสูงจาก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงสร้างภาษีใหม่ที่จะมีการแยกประเภทไฮบริด, พีเอชอีวี (ปลั๊ก-อิน ไฮบริด) และรถอีวี ต้องชัดเจนทั้งในแง่ของการลงทุนการพัฒนาเทคโนโลยี และอัตราที่จะนำมาใช้ก็ควรต้องแตกต่างกันพอสมควร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับอัตราภาษีระหว่างไฮบริด มีการพูดคุยกันระดับหนึ่งควรจะแตกต่างกันอย่างน้อย 1% เช่น อีวี 0%, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด 1% และไฮบริด 2% แต่ทั้งหมดยังไม่มีข้อสรุป (ดูกราฟิก รื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์)

ผู้ประกอบการขอเวลาปรับตัว

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีในมุมมองของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ เพียงแต่ควรมีเวลาให้ผู้ประกอบการเตรียมการที่เพียงพอ และควรให้มีความสอดรับกับนโยบายรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ ทั้งเรื่องการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิต และที่สำคัญ ต้องมองทิศทางของตลาดและความต้องการของผู้บริโภคด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คลัง