โบรกฯจับเทรนด์ลงทุนปี’64 ชูหุ้น “บิ๊กแคป” รับฟันด์โฟลว์/ปันผลเด่น
เปิดธีมลงทุนตลาดหุ้นปี’64 โบรกฯ “เอเซีย พลัส” ชูหุ้นบิ๊กแคปเป้าหมายนักลงทุนต่างชาติ-Q1 หุ้นปันผลเด่น “บล.กสิกรไทย” เตือนต้นปี SET index ปรับฐาน 30-50 จุด แนะเก็บหุ้นรอรับปัจจัยบวก ชี้หุ้นเด่น “แบงก์-ไฟแนนซ์-การค้าระหว่างประเทศ-โลจิสติกส์-สินค้าโภคภัณฑ์-โรงกลั่น”

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า บล.เอเซีย พลัส มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในปี 2564
เนื่องจากคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET index) จะฟื้นตัวตามพัฒนาการของวัคซีนป้องกันโควิด-19 รวมถึงทิศทางกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) ที่ยังคงไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง
ขณะที่สภาพคล่องทั่วโลกอยู่ในระดับสูง จากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางต่าง ๆ กดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า และส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ไหลย้ายมาลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (emerging market)
“ปี 2564 จะเป็นปีสำหรับการลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (big cap) ที่เป็นเป้าหมายของต่างชาติมากกว่าหุ้นกลาง-เล็กอย่างในปี 2563 โดยแนะนำหุ้นใหญ่ที่พื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) เป็นต้น
ทั้งนี้ ในไตรมาสแรก แนะนำซื้อหุ้นใหญ่ที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง ซึ่งหลังประกาศงบการเงินในเดือน ม.ค.จะเข้าสู่ช่วงที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประกาศจ่ายเงินปันผล ส่งผลให้ราคาหุ้นที่ปันผลดีปรับขึ้นเด่นกว่า SET index อาทิ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP), ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) เป็นต้น”
ส่วนปัจจัยแวดล้อมตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป นายชาญชัยกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา กลุ่มนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 9.3 แสนล้านบาท แม้ว่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. 2563 แต่ยอดซื้อขายทั้งปี 2563 ยังเป็นการขายสุทธิ 2.64 แสนล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยน้อยเกินไป โดยความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยมีน้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
“การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ บจ.ในปี 2564 คาดว่าจะอยู่ที่ 65 บาท เติบโต 38% เมื่อเทียบกับปีนี้ (YOY) ขณะที่เศรษฐกิจปี 2564 คาดว่าเติบโต 4.4% อย่างไรก็ดี ปัจจัยการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศ หากยังยืดเยื้อ หรือไม่สามารถควบคุมได้ภายในเดือน ม.ค.นี้ จะเป็นความเสี่ยงต่อกำไร บจ. และจีดีพีต่อไป”
นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทยจำกัด กล่าวว่า ในปี 2564 บล.กสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET index ระหว่าง 1,500-1,550 จุด โดยคาดว่าในช่วงต้นปีดัชนีจะเคลื่อนไหวผันผวน หรือปรับลดลงราว 30-50 จุดจากแรงขายหุ้น
บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) เนื่องจากราคาหุ้นปรับขึ้นค่อนข้างสูงที่ 560 บาท (ราคา ณ 28 ธ.ค. 2563) ขณะที่นักวิเคราะห์ให้ราคาเหมาะสมเพียง 400-450 บาทเท่านั้น โดยตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นมา DELTA เป็นเป้าหมายการซื้อเก็งกำไร ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับขึ้นมากกว่า 200%
ขณะที่การเดินทางช่วงปีใหม่ จะทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศปรับขึ้น พิจารณาจากกรณีตัวอย่างวันหยุดช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าในต่างประเทศ ที่ยอดผู้ติดเชื้อปรับขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ทั้งนี้ ประเมินแนวรับในกรณีที่ประเทศไทยล็อกดาวน์บางพื้นที่ที่ 1,420 จุด และแนวรับในกรณีที่ล็อกดาวน์ทุกพื้นที่ที่ 1,360 จุด
“แต่เราไม่แนะนำให้ขายหุ้น แต่ให้ใช้ช่วงที่ดัชนีย่อตัวลงมา เป็นโอกาสการเข้าซื้อหุ้นในเดือน ม.ค. เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยบวกมากกว่าปัจจัยลบ”
ทั้งนี้ ปัจจัยหนุน ได้แก่ 1.การค้นพบวัคซีน จะผลักดันให้เศรษฐกิจทั่วโลกทยอยฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี 2564 จึงเห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากหุ้นที่เติบโตสูง (growth stock) มายังหุ้นคุณค่า (value stock) ซึ่งไทยมีสัดส่วนกลุ่มหุ้นดังกล่าวสูงถึง 51%
ได้แก่ กลุ่มธนาคาร และกลุ่มการเงิน (finance) 2.ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบมหาศาล ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย 3.มูลค่าหุ้น (valuation) ในตลาดหุ้นไทยถูกกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วประมาณ 15%
ขณะที่ EPS ปี 2564 คาดว่าจะเติบโต 31% ต่ำกว่าตลาดหุ้นขนาดใหญ่อย่างสหรัฐที่มีโอกาสเติบโตเพียง 20% และ 4.สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน
คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 สองประเทศจะเริ่มกลับมาเจรจาทางการค้ากันอีกครั้ง แต่เชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ โลจิสติกส์ และสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศจีน
โดยหุ้นเด่น ได้แก่ กลุ่มโลจิสติกส์ บมจ.อาร์ ซี แอล (RCL) และ บมจ.พรีเชียสชิพปิ้ง (PSL) กลุ่มไฟแนนซ์ บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) และ บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส(JMT) กลุ่มธนาคาร ธนาคารกรุงไทย (KTB) และกลุ่มโรงกลั่น แนะนำ บมจ.ไทยออยล์ (TOP)
“เราประเมินภาพผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นปี 2564 จะอยู่ในเกณฑ์ดี โดยภาพรวมหุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ อย่างทองคำ และพันธบัตรรัฐบาล ที่ผลตอบแทนน้อยกว่า แต่ต้องเลือกลงทุนเป็นรายตัว (selective buy)”
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า บล.ทรีนีตี้ แนะนำนักลงทุนย้ายเข้าลงทุนใน value stock ตั้งแต่กลางปี 2564 เป็นต้นไป เนื่องจากประเมินว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่อิงกับวัฏจักรการเติบโตของเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว ทั้งที่อิงกับเศรษฐกิจภายนอก อย่างกลุ่มน้ำมันและก๊าซ รวมถึงที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศอย่างธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และท่องเที่ยว