เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

7 ยักษ์เทคฯยึดโลก มูลค่าพุ่ง 100 ล้านล้าน

12 ม.ค. 2564 | 18:35น.

ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ของปี 2020 พบว่า 7 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สหรัฐ ได้แก่ แอปเปิล, ไมโครซอฟท์, อเมซอน, อัลฟาเบต, เฟซบุ๊ก, เทสลา และเอ็นวิเดีย กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้มูลค่าราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป)ของ 7 บริษัทเทคฯมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 102 ล้านล้านบาท) ในขณะที่หลายธุรกิจมูลค่าดิ่งเหว

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า “แอปเปิล อิงก์” เป็นบริษัทที่มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นสูงสุดเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยช่วงปี 2020 ด้วยราคาหุ้นเพิ่มขึ้นถึง 81% ขณะที่ “ไมโครซอฟท์” ยักษ์เทคฯที่มีมาร์เก็ตแคปสูงเป็นอันดับ 2 ช่วงปีที่ผ่านมา มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้น 4.80 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วบริษัท “อเมซอน” ที่มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ “อัลฟาเบต” บริษัทแม่ของกูเกิลก็มีมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้น 2.68 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วย “เฟซบุ๊ก” มูลค่าเพิ่มขึ้น 1.93 แสนล้านดอลลาร์

รายงานข่าวระบุว่า “ประเด็นสำคัญ” มาจากที่ธุรกิจเหล่านี้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างกรณี “แอปเปิล” ที่ท่ามกลางโรคระบาดยอดขายไอโฟนยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ไมโครซอฟท์ที่พัฒนาสินค้าและบริการจากเทคโนโลยี “คลาวด์คอมพิวติ้ง” เพิ่มมากขึ้น สำหรับ “อเมซอน” ยักษ์อีคอมเมิร์ซก็ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ยอดขายอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งกูเกิลและเฟซบุ๊ก ที่ได้รายได้จากโฆษณาสูงมาก หลังจากทั้งโลกถูกล็อกดาวน์ ทำให้กิจกรรมทุกอย่างอยู่บนโลกออนไลน์

ขณะที่ “เทสลา” ก็ขึ้นแท่นบริษัทขนาดใหญ่หลังจากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบ 9 เท่า มูลค่าบริษัทเพิ่มจาก 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อช่วงต้นปี 2020 พุ่งขึ้นไปถึง 6.69 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี โดยราคาหุ้นขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงกว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น เพิ่มขึ้นถึง 743%

นอกจากนี้บริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์ “เอ็นวิเดีย” ที่มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ปิดสิ้นปีด้วยมูลค่า 3.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 7 ผลจากการเติบโตของยอดขายชิปประมวลผลด้านกราฟิก 3 มิติ สำหรับโปรเซสเซอร์เกมและดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจนผลิตไม่ทันความต้องการ รวมทั้งเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว เอ็นวิเดียได้เข้าซื้อกิจการอาร์ม โฮลดิงส์จากซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์

ความสำเร็จของ 7 บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ สะท้อนให้เห็นชัดในการจัดอันดับเศรษฐีโลกของนิตยสารฟอร์บสปี 2020 “เจฟฟ์ เบโซส” ซีอีโออเมซอนครองตำแหน่งบุคคลร่ำรวยที่สุดในโลก ตามด้วย “อีลอน มัสก์” ซีอีโอเทสลาที่แซง “บิล เกตส์” ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ และ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ซีอีโอเฟซบุ๊กตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของธุรกิจเหล่านี้ได้ “เตะตา” รัฐบาลทั่วโลก ด้วยความกังวลที่ว่ายักษ์เทคฯเหล่านี้จะดำเนินนโยบายผูกขาดตลาด เป็นผู้คุมเกมธุรกิจรายย่อยทั่วโลก เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ส.ส.พรรคเดโมแครตยื่นหนังสือ 450 หน้า กล่าวหาว่าอเมซอน แอปเปิล เฟซบุ๊ก และกูเกิล มีพฤติกรรมผูกขาดตลาด และเสนอว่าบางบริษัทควรถูกผ่าตัดแยกกิจการ เพื่อลดทอนอิทธิพลในตลาด พร้อมกับเรียกร้องให้มีการแก้กฎหมายว่าด้วยการผูกขาด “เชอร์แมนแอกต์” และ “เคลย์ตันแอกต์” กฎหมายว่าด้วยการควบรวม ซึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากว่า 100 ปี

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังยื่นร่างกฎหมายเข้าสภายุโรป เพื่อให้แก้กฎหมาย 2 ฉบับ มุ่งสกัดบริษัทเทคฯด้วยมาตรการเด็ดขาด หากทำผิดกฎหมาย ทางอียูสามารถแบนธุรกิจออกจากภูมิภาคได้

ถึงแม้ยักษ์เทคฯจะเผชิญความท้าทายจากรัฐบาลทั่วโลกที่คุมเข้มมากขึ้น แต่ “เจสัน แวร์” ประธานฝ่ายสารสนเทศ บริษัท แอลบีออน ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ระบุว่าบริษัทเหล่านี้จะยังคงมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2021 นี้ ไม่ว่าโรคโควิด-19 จะยังระบาด เจอกฎหมายเล่นงาน หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็ตาม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยี