จุรินทร์ เผย คดีถุงมือยางสั่งการให้ อคส.ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ละเว้นหากพบผู้กระทำผิด ดำเนินตามกฎหมายเต็มที่ ส่วนจะโยงไปเรื่องการเมืองไหมตอบไม่ได้ สำหรับ ฐานะ รมว.พาณิชย์ จะดูแลเรื่องนี้เต็มที่
วันที่ 29 มกราคม 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณี การตรวจสอบการจัดซื้อถุงมือยาง 1.12 แสนล้านบาท ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่า จากการรายงานเบื้องต้นรับทราบว่า เรื่องได้ยื่นไปถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและติดตามหาผู้ที่กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้โดยไม่มีการยกเว้น รวมไปถึงหน่วยงานอย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเข้าสู่กลไกการตรวจสอบ

ความคืบหน้าล่าสุด จากการตรวจสอบหาผู้ที่เกี่ยวข้องและหาผู้ที่กระทำความผิด นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ อคส. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยแล้ว โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากพบว่า มีความผิดจริง จะตั้งคณะกรรมการขึ้นอีก 1 ชุด เพื่อพิจารณาลงโทษ
โดยหากผลการตรวจสอบพบว่ามีผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษโดยไม่มีการละเว้น และหากพบว่ามีการทรุจริตด้วยจะมีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุก พร้อมทั้งจำนวนเงินที่มีการนำไปจ่าย หรือมีการเบิกจ่ายออกไปนั้น ไม่ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดจะต้องนำคืนให้ได้
“การตรวจสอบเรื่องนี้จึงไม่ต้องเป็นกังวล อีกทั้ง ตนยังได้สั่งการให้อคส. ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา อย่างเคร่งครัด ซึ่งก็ดำเนินไปตามขั้นตอนและกฎระเบียบ โดยไม่มีการยกเว้นใครที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทั้งนั้น ตรวจสอบทุกระดับ เมื่อตรวจสอบพบข้อเท็จจริง ป.ป.ช. จะเป็นผู้ชี้ว่าผู้เข้าข่าวกระทำผิดและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับ อคส.บ้าง”
ส่วนจะนำเรื่องนี้ไปโยงเข้าสู่ประเด็นการเมืองหรือไม่นั้น ตนยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าจะมีการโยงหรือไม่ และไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบเรื่องนี้ได้ แต่ในฐานะที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือว่าตนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว เมื่อพบว่ามีการทรุจริตก็เข้าไปดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นโดยไม่ละเว้นใครทั้งนั้น
ส่วนการดูแลราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเรื่องของกระแสราคาพริกสูงขึ้นนั้น เบื้องต้นอาจจะเป็นปัจจัยเรื่องของฤดูกาลที่เปลี่ยนมีผลต่อผลผลิต และอาจจะมีปัจจัยให้เกิดการฉวยโอกาสในการโก่งราคา ค้ากำไรเกินควร พาณิชย์จังหวัดก็จะไปตามตามดูแลหากเข้าข่ายผิดจริงก็จะดำเนินการตรวจสอบว่ามีความผิดจริงหรือไม่ หากพบก็จะดำเนินตามกฎหมาย โดยมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเห็นว่าไม่คุ้มเลย จึงขอให้พ่อค้า-แม่ค้าอย่ากระทำความผิดเลยไม่ได้กำไร