ประกันโยกลงทุนปั๊มยีลด์ ตะลุยหุ้น”ใน-ต่างประเทศ”
ค่ายประกันปรับพอร์ตโยกเงินซบหุ้นหาผลตอบแทน “เมืองไทยประกันภัย” จับจังหวะไล่เก็บหุ้น “SET100-SET50” เน้นปันผลแจ่มขั้นต่ำ 3-4% ขณะที่ “ฟิลลิปประกันชีวิต” เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นต่างประเทศ
นางปุณฑริกา ใบเงิน กรรมการรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.เมืองไทยประกันภัย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 นี้ บริษัทบริหารพอร์ตลงทุน โดยจับจังหวะเข้าไปลงทุนซื้อหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดี ในกลุ่ม SET100-SET50 ที่มีการจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย 3-4% โดยส่วนใหญ่เน้นถือยาว โฟกัสธุรกิจที่มีการเติบโตดีและสู้ภัยโควิด-19 ได้ อาทิ กลุ่มสาธารณูปโภค, กลุ่มพลังงานทางเลือก เป็นต้น
รวมถึงกำลังพิจารณาโอกาสเข้าไปลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (property fund) เพิ่มเติม แต่จะเลือกกองที่มีพื้นฐานดี โดยประเมินจากทรัพย์สินในกองนั้น ๆ ซึ่งปัจจุบันบางกองที่ลงทุนไปแล้ว ก็ยังถือต่อ แม้ในอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19 แต่ยังมีผลตอบแทนที่ดีอยู่
“ปัจจุบันสินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ 24,435 ล้านบาท แบ่งเป็นพอร์ตลงทุนทั้งหมดกว่า 10,000 ล้านบาท แยกเป็น การลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 20-30% ส่วนที่เหลือลงทุนตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ A- ขึ้นไป”
สำหรับกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดช่องให้ลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ ที่มีอันดับเครดิตเรตติ้งต่ำกว่าระดับลงทุน (noninvestment grade) ได้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนสุทธิ ตอนนี้บริษัทยังไม่สนใจ เพราะค่อนข้างกินเงินกองทุนและมีความเสี่ยงด้านเครดิต (credit risk) ที่สูงมาก
“ปีนี้ภาพการลงทุนยังคงตื่นเต้น ถ้าประเมินผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนใน SET100-SET50 หลาย ๆ แห่ง ก็ยังทำได้ดี มีแผนจัดการรับมือโควิดได้ค่อนข้างดี และยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทมีผลตอบแทนจากการลงทุนราว 3-4% (หากไม่นับการด้อยค่าของมูลค่ายุติธรรม) ส่วนดอกเบี้ยต่ำก็ยังเป็นไปตามทิศทางตลาดโลก ซึ่งกดดันธุรกิจต่อเนื่อง”
นายปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ฟิลลิปประกันชีวิต กล่าวว่า ปีนี้บริษัทเน้นแผนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ซึ่งมีนโยบายลงทุนได้ถึง 15-20% ปัจจุบันยังมีช่องว่างอีกพอสมควร เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว แม้ว่าอาจต้องตั้งเงินสำรองค่าความเสี่ยง (risk charge) สูงถึง 28% และบวกกับอัตราแลกเปลี่ยนอีก 3% ก็ตาม ส่วนสัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้มีไม่มาก
โดยปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 10,000 ล้านบาท เป็นทุนชำระแล้วกว่า 5,600 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวมทั้งหมด 13,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนรวม 12,000 ล้านบาท และสินเชื่อเงินให้กู้กรมธรรม์อีก 1,000 ล้านบาท
ในเดือน ก.พ.นี้ จะเสนอคณะกรรมการบริษัทพิจารณาเพิ่มทุน 300 ล้านบาท จากปีที่แล้วได้รับผลกระทบจากยอดเคลมประกันที่สูงมาก โดยเฉพาะช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ที่มียอดเคลมประกันกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน ขณะเดียวกันยังตั้งสำรองรองรับการเติบโตในปีนี้ด้วย หลังให้เป้าเบี้ยประกันชีวิตรับรวมไว้ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากช่วงเดียวกันปีก่อน มาจากเบี้ยใหม่จากทุกช่องทาง 1,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ ช่วงไตรมาส 4 ปี 2563 บริษัทมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (capital adequacy ratio) อยู่ที่ 140% ยังมีความมั่นคง และคาดว่าจะมีการเพิ่มทุนอีก 2-3 รอบในปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นการตั้งสำรองจากอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 8 ไตรมาสย้อนหลัง ซึ่งช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลงต่อเนื่อง ทำให้ในแต่ละไตรมาส บริษัทจะมีสำรองส่วนนี้ตลอด แต่คาดว่าปีนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งน่าจะมีผลกระทบน้อยลง
“เราพยายามมอนิเตอร์เงินกองทุนตลอดเวลา ไม่อยากใส่เงินกองทุนไว้มาก ๆ ซึ่งกลุ่มฟิลลิปเข้าใจดี ไม่ควรนำเงินไปจมไว้ เพราะใช้ประโยชน์ไม่ได้ เราจึงนำเงินเน้นไปบริหารทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพมากกว่า” นายปรัชญากล่าว