เปิดแผนน้ำยุค “คสช.” ตัดน้ำเข้าทุ่งลดความเสียหาย
สถานการณ์ ฝนตกในปีนี้ใกล้เคียงกับปี 2554 มาก โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยอมรับว่า ปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560-23 ต.ค. 2560 สูงถึง 1,740 มิลลิเมตร เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2554 ฝนตกเฉลี่ย 1,770 มิลลิเมตร หากพิจารณาจากจุดสำคัญที่น้ำไหลผ่านที่นครสวรรค์ช่วงปลายสัปดาห์ก่อนที่ 3,054 ลบ.ม./วินาที เทียบกับปี 2554 ไหลผ่านนครสวรรค์ 4,200 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 ประมาณ 1,100 ลบ.ม./วินาที จุดที่สองคือ เขื่อนเจ้าพระยา ล่าสุดไหลผ่าน 2,700 ลบ.ม./วินาที เทียบกับปี 2554 ไหลผ่าน 3,500 ลบ.ม./วินาที และจุดสุดท้ายคือ แม่น้ำเจ้าพระยาที่ อ.บางไทร 2,696 ลบ.ม./วินาที เทียบกับปี 2554 ไหลผ่าน 3,693 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 ประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที
ย้อนกลับไปช่วงต้นปีนี้ กระทรวงเกษตรฯได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยร่นการปลูกข้าวนาปีเร็วขึ้น บริเวณทุ่งบางระกำ พิษณุโลก 2.65 แสนไร่ที่เป็นที่ลุ่มต่ำ
กรมชลประทาน ประชาสัมพันธ์ให้ชาวนาเริ่มปลูกข้าวตั้งแต่ 1 เม.ย. 2560 เพื่อให้เก็บเกี่ยวข้าวได้เร็วขึ้น ก่อนผันน้ำที่ไหลหลากเข้าทุ่งได้เร็วขึ้น โดยตั้งเป้าเก็บน้ำประมาณ 400 ล้าน ลบ.ม. แต่ล่าสุดเก็บน้ำไว้สูงถึง 500 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ทุ่งภาคกลาง 12 ทุ่ง เป็นที่ราบลุ่มต่ำพื้นที่ 1.15 ล้านไร่ ให้ร่นมาปลูกต้นเดือน พ.ค. 2560 แทน เพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ก่อนกลางเดือน ก.ย. เพื่อนำน้ำเข้าทุ่งต่อไป
เป็นการแก้จุดอ่อนของปี 2554 ที่ 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ต้องชะลอปล่อยน้ำที่กำลังจะล้นเขื่อนลงมา เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางยังเก็บเกี่ยวไม่ได้ สุดท้ายแล้วทั้ง 2 เขื่อนก็ไม่สามารถชะลอปล่อยน้ำได้ เมื่อมีพายุพัดเข้ามาในไทยติดต่อกันในช่วงปลายเดือน ก.ย. 2554 จึงเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ น้ำไหลเข้าเขื่อนใหญ่เท่าไร ต้องปล่อยออกมาเท่านั้น มิเช่นนั้นเขื่อนอาจแตกได้ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 1.16 ล้านครัวเรือน พื้นที่เสียหายกว่า 11.6 ล้านไร่
“ปีนี้ท่วมเสียหายแล้ว 4 ล้านไร่ ได้รับความเดือดร้อน 5 แสนครัวเรือน ท่วมทั้งหมด 36 จังหวัดจากการเอ่อล้นของน้ำ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางเทียบกับปี 2554 ท่วมเสียหาย 67 จังหวัด แต่ความเสียหายในปีนี้เป็นการรวมพื้นที่ที่นำน้ำเข้าทุ่งด้วย ความเสียหายจริงจึงไม่มากนัก” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว
ความเสียหายที่ลดลง ในปีนี้ ต้องยอมรับว่านอกจากการบริหารจัดน้ำให้สัมพันธ์กับกิจกรรมการผลิตพืชเกษตร แล้ว การระดมสร้างแก้มลิงที่จะมีมากขึ้นในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน รวมทั้งการเริ่มขุดเพิ่มความจุกักเก็บน้ำในบึงขนาดใหญ่ทั้งบึงบอระเพ็ด หนองหาร กว๊านพะเยา แห่งละประมาณ 300-600 ล้านบาท แม้จะยังไม่แล้วเสร็จ แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับการที่รัฐต้องไปสร้างเขื่อนใหม่ อาทิ บึงบอระเพ็ดที่เพิ่มการเก็บน้ำเข้าไป จาก 180 ล้าน เป็น 300 ล้าน ลบ.ม.แล้ว
อย่างไรก็ตาม จากสภาวะโลกร้อน สภาพอากาศแปรปรวนที่รุนแรง นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการน้ำ ปริมาณน้ำที่ขาดแคลน ที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังที่ต้องงดเว้นบ่อยครั้ง จากการที่ประเทศไทยเผชิญภาวะแห้งแล้งในปี 2558-2559 เป็นต้น ในขณะที่บางปีน้ำมากเช่นปีนี้ ต้องปล่อยลงทะเลค่อนข้างมาก รัฐจึงควรพิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพิ่มที่นครสวรรค์ รวมทั้งในภาคอีสาน เพื่อแก้จุดด้อยที่มีพื้นที่ราบมาก กักเก็บได้ ไม่มาก รูปแบบอาจจะเป็นอ่างเก็บน้ำใต้ดินดั่งเช่นญี่ปุ่นทำอ่างประเภทนี้ไว้ทั่ว ประเทศ อีกทั้งการขยายคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อผันน้ำไปเก็บในภาคตะวันออกเพื่อแก้ปัญหาน้ำขาดแคลนแทนการดึงน้ำจาก เขื่อนสตรึงมนัม ซึ่งปัจจุบันกรมชลประทานผันน้ำจากคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต แต่ในอนาคตไม่เพียงพออย่างแน่นอน