คว่ำเกมแก้รัฐธรรมนูญ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ล็อกประชามติ 2 ชั้น
17-18 มีนาคม เผือกร้อนเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจถูกโยนมาอยู่ในการวินิจฉัยของรัฐสภาอีกครั้ง เมื่อตัวชี้ขาดสำคัญคือ 250 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่เปรียบเหมือนองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2560 ว่าจะ “โหวตคว่ำ” ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาปลุกปั้นทำมากันในวาระ 1 และ 2 หรือไม่ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า
“รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อน ว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง”
แปลง่าย ๆ ว่า รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติถามประชาชนก่อนว่าอยากให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จากนั้นให้ประชาชนลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เท่ากับต้องลงประชามติทั้ง 2 ครั้ง
ทว่าสถานการณ์แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน กำลังนำไปสู่การมี ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ รอเวลาลงมติวาระที่ 3 ในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้นั้น แต่ยังไม่ผ่านการทำประชามติถามความเห็นประชาชน
ดังนั้น “วันชัย สอนศิริ” โหรการเมืองประจำ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ด้วยความเห็นส่วนตัวทันทีที่รู้ผลคำวินิจฉัยของศาลว่า การเตรียมเข้าสู่วาระ 3 ของรัฐสภาเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบและใช้ไม่ได้ เพราะไม่เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาล
“ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้เลยขั้นตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมาแล้วการที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้ทำประชามติถามประชาชน 2 ครั้ง เท่ากับว่า ก่อนที่รัฐสภาจะเริ่มกระบวนการในวาระแรก ต้องได้ไฟเขียวจากประชาชนก่อน 1 ครั้งและหลังจากรัฐสภาผ่านวาระ 3 อีก 1 ครั้ง”
เสียงพรรคฝ่ายค้าน “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย มองคนละมุมกับ “วันชัย”
“ถ้าจะอ้างคำวินิจฉัยปี 2555 ให้ทำประชามติถามประชาชนก่อนว่าให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก่อนหรือไม่นั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้เราไม่ได้ไปถามประชาชนก่อน ว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไหม เพราะดูถูกประชาชนมากไป อยู่ดี ๆ ดุ่ย ๆ ไปถามประชาชนก่อน โดยที่ไม่มีเนื้อหา ไม่มีตัวร่างให้ประชาชนดู”
“แต่ถ้าร่างแก้ไขเพิ่มเติมผ่านวาระ 3 แล้วไปทำประชามติ ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบ แปลว่าประชาชนไม่ต้องการให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องการให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยวิธีนี้ ก็ถือว่าทำประชามติเช่นกัน และหลังจากมีร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้วก็ให้ทำประชามติอีก 1 ครั้ง เท่ากับทำประชามติ 2 ครั้ง”
ขณะที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาล “ชินวรณ์ บุณยเกียรติ” ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และรองประธานวิปรัฐบาลมองว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ “ไม่ได้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ” เพราะมาตรา 256/13 ตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ห้ามไม่ให้แก้ไขที่ไปกระทบหมวด 1 หมวด 2 อย่างน้อย 24 มาตรา ซึ่งไม่กระทบพระราชอำนาจ
ดังนั้น จุดชี้ขาดจึงอยู่ในการเดินหน้าวาระที่ 3 อันเป็น “ด่านอันตราย” โดยตามขั้นตอน หลังจากเปิดประชุมรัฐสภา “ชวน หลีกภัย” ประธานรัฐสภาจะต้องอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้สมาชิกรัฐสภาทราบ หลังจากนั้นอาจเปิดให้มีการดีเบต ตีความคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนลงมติในวาระที่ 3
แหล่งข่าวตัวทำเกมนิติบัญญัติฟากรัฐบาลวิเคราะห์ว่า คำวินิจฉัยของศาลนั้น “เปิดทาง” ให้ ส.ว.คว่ำรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 เพราะ ส.ว.สามารถอาจอ้างว่าต้องทำประชามติถามประชาชนก่อน ตั้งแต่ยังไม่มีการยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1
เกมแก้รัฐธรรมนูญมีโอกาสแท้งสูง ส.ว.ไม่ต้องคิดนานในการลงมติ เมื่อได้เห็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ