ค่าเงินบาทวันนี้ (18 มี.ค.) แข็งค่าขึ้น ที่ 30.69 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (18 มี.ค.) ที่ 30.69 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ 30.80 บาท/ดอลลาร์
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน EASY INVEST บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (18 มี.ค.) ที่ 30.69 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ 30.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยประเมินกรอบเงินบาทระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบ 30.60-30.80 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ ตลาดการเงินอยู่ในโหมดเปิดรับความเสี่ยง (Risk On) ในคืนที่ผ่านมา หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ไม่เปลี่ยนนโยบายการเงินเพราะมองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวสูง
ประเด็นสำคัญจากการประชุม FOMC ครั้งนี้คือเฟดเลือก “คง” ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.00-0.25% ตามเดิม “คง” ปริมาณการซื้อพันธบัตร 8 หมื่นล้าน และ MBS และ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน ส่วนในฝั่งของการประมาณตัวเลขเศรษฐกิจ เฟดส่งสัญญาณว่าจะเห็นจีดีพีสหรัฐขยายตัวถึง 6.5% ในปีนี้
ขณะที่การว่างงานคาดว่าจะลดต่ำลงถึงระดับ 4.5% โดยมีเงินเฟ้อพื้นฐานที่จะปรับตัวสูงขึ้นเป็น 2.2% จากเดิม 1.8% ส่วนคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plots) คณะกรรมการ 4 จาก 18 ท่าน มองว่าสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ภายในปี 2022 และ 7 จาก 18 ท่าน เชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในปี 2023
ภาพนโยบายการเงินดังกล่าวหนุนให้ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐ ปรับตัวขึ้น 0.29% เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้แล้ว แตกต่างจากในฝั่งยุโรป ที่ดัชนี STOXX 600 ย่อตัวลง 0.45% หลังนักลงทุนขายทำกำไรเมื่อดัชนีทำจุดสูงสุดใหม่
ภาพนโยบายการเงินและการตอบรับของตลาดหุ้น หนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สหรัฐอายุ 10 ปีขยับขึ้นมาที่ระดับ 1.64% ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างยีลด์สหรัฐอายุ 2 ปี และ 10 ปีขยับขึ้นมาถึง 1.46% สูงที่สุดนับตั้งแต่กันยายนปี 2015 สะท้อนภาพนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ขณะที่นักลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
ตลาดที่เปิดรับความเสี่ยง กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 0.4% ทันที โดยสกุลเงินความเสี่ยงสูงอย่างดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) ต่างปรับตัวขึ้น 0.6-0.7% ดัชนี VIX Index ปรับตัวลงต่ำกว่า 20จุด ครั้งแรกในรอบปี โดยที่บิทคอยน์กลับมาซื้อขายเหนือระดับ 58000 ดอลลาร์ และราคาทองคำขยับขึ้นมาที่ 1748 ดอลลาร์ต่อออนซ์
“ด้านเงินบาท เชื่อว่าวันนี้จะมีแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ ทำให้สกุลเงินทั่วทั้งเอเชียฟื้นตัว อย่างไรก็ดีในระยะถัดไปยังต้องจับตาทิศทางของบอนด์ยีลด์สหรัฐและไทยอยู่ เนื่องจากเงินเฟ้อในสหรัฐจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าไทย แต่ในปัจจุบันส่วนต่างระหว่างยีลด์ของสองประเทศมีไม่มาก จึงมีความเป็นไปได้ที่เงินทุนต่างชาติอาจกลับเข้ามาในประเทศไทยช้า เพราะฝั่งสหรัฐมีทั้งตลาดทุนที่น่าสนใจและมีผลตอบแทนของการถือสินทรัพย์ปลอดภัยดีกว่าในปีนี้” ดร.จิติพลกล่าว