เงื่อนไข “ดิสนีย์” สุดหิน โรงหนังบอยคอต…สตาร์ วอร์ส
คอลัมน์ MARKET MOVE
“สตาร์ วอร์ส” ถือเป็นหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ที่มีโอกาสทำกำไรแน่นอน 100% ซึ่งทุกโรงภาพยนตร์ทั้งในสหรัฐและทั่วโลกต้องรีบคว้ามาฉายหวังดึงดูดเม็ดเงินจากบรรดาแฟน ๆ ที่จะหลั่งไหลเข้ามารับชมจนแน่นขนัดแบบไม่สนราคาค่าตั๋ว ทำให้ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเจ้าของลิขสิทธิ์รายปัจจุบันอย่าง “วอลต์ ดิสนีย์” จะตั้งเงื่อนไขโหดหินหรือกำหนดราคาสูงลิ่วอย่างไรก็ต้องกัดฟันยอมรับเพื่อให้ได้สิทธิ์ฉาย
แต่สำหรับ “สตาร์ วอร์ส เดอะ ลาส เจได” ที่เป็นภาคล่าสุดนั้น ดูเหมือนความอดทนของฝ่ายผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ในสหรัฐบางรายจะสิ้นสุดลง เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โรงภาพยนตร์หลายแห่งในสหรัฐอาจตัดสินใจไม่ฉายภาพยนตร์ฮิตเรื่องนี้ เนื่องจากรับไม่ได้กับเงื่อนไขใหม่ซึ่งผู้จัดจำหน่ายบางรายกล่าวว่า เป็นเงื่อนไข “โหดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา”
โดยแม้รายละเอียดจะเป็นความลับ แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดกับวงการภาพยนตร์เปิดเผยว่า เงื่อนไขการฉายภาพยนตร์สตาร์ วอร์สภาคล่าสุดที่วอลต์ ดิสนีย์ประกาศออกมานั้น กำหนดให้โรงภาพยนตร์ในสหรัฐและแคนาดาที่ขายตั๋วได้เกิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ต้องแบ่งรายได้ 65% จากการขายตั๋วตลอดช่วงการฉายให้กับดิสนีย์ และยังบังคับให้ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงขนาดใหญ่ที่สุดที่สาขานั้น ๆ มีต่อเนื่องอย่างน้อย 4 สัปดาห์อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีบทลงโทษกรณีผิดเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นยกเลิกรอบฉาย หรือทำการตลาดก่อนได้รับอนุญาต ซึ่งทางโรงภาพยนตร์จะต้องถูกปรับโดยเสียส่วนแบ่งรายได้จากการขายตั๋วอีก 5% ให้วอลต์ ดิสนีย์หรือรวมเป็น 70%

แตกต่างจากเงื่อนไขของสตูดิโออื่น ๆ ที่จะลดส่วนแบ่งรายได้ลงในสัปดาห์หลัง ๆ ให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ชม เช่นเดียวกับระยะเวลาฉายที่สตูดิโออื่นจะกำหนดขั้นต่ำที่ 2 สัปดาห์เท่านั้น เช่นเดียวกับส่วนแบ่งรายได้จากการขายตั๋วซึ่งมักกำหนดไว้ที่ 55-60% แม้แต่ดิสนีย์เองเมื่อครั้งฉายภาค “ฟอร์ส อเวกเคนนิ่ง” ยังคิดส่วนแบ่งสูงสุดที่ 64% และไม่มีมาตรการลงโทษเมื่อผิดสัญญา
เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับโรงภาพยนตร์ขนาดกลาง-เล็ก ที่มีลูกค้ามากพอจะสร้างรายได้ถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่มากพอที่จะฉายภาพยนตร์เรื่องเดียวต่อเนื่องถึง 1 เดือน เช่น “ลี เอคิน” เจ้าของโรงภาพยนตร์ในเมืองเอลเคเดอร์ รัฐไอโอวา ซึ่งกล่าวว่าเมืองนี้มีประชากรเพียงแค่ 1,213 คน แค่ 2 สัปดาห์ก็คงดูกันครบทั้งเมืองแล้ว เท่ากับว่า 2 สัปดาห์สุดท้ายจะไม่มีรายได้เลย
ด้านผู้เชี่ยวชาญในวงการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ตั้งข้อสังเกตว่า การให้ยืนโรงนานถึง 4 สัปดาห์นั้น มุ่งเป้าที่การสกัดขาคู่แข่ง เนื่องจากช่วงปลายปีถือเป็นอีกหนึ่งไฮซีซั่นของวงการที่จะมีภาพยนตร์จากสตูดิโอใหญ่ ๆ ต่อคิวเข้าฉายแน่นขนัด อาทิ จูแมนจี้ของโซนี่ พิกเจอร์ส และเดอะ เกรทเทส สโนว์แมน ของทเวนตี้เซ็นจูรีฟ็อกซ์
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วอลต์ ดิสนีย์ออกเงื่อนไขแบบสะเทือนวงการ โดยเมื่อปี 2558 ดิสนีย์บังคับให้โรงภาพยนตร์ทั่วสหรัฐใช้เรตราคากลางในการคำนวณรายได้ ทำให้บรรดาผู้ประกอบการต้องรวมตัวกันยื่นหนังสือประท้วง จนสตูดิโอยักษ์ยอมถอย
สภาพนี้สะท้อนถึงอิทธิพลของวอลต์ ดิสนีย์ซึ่งพุ่งสูงขึ้นหลังทุ่มทุนซื้อสตูดิโอดังอย่างมาร์เวล และลูคัสฟิล์มเข้ามา โดยปีที่แล้วสตูดิโอมีภาพยนตร์ใหม่เพียง 13 เรื่อง แต่ได้ส่วนแบ่งรายได้ในตลาดสหรัฐถึง 26% ตรงข้ามกับวอร์เนอร์บราเธอร์สที่เปิดตัวภาพยนตร์ 23 เรื่อง แต่มีส่วนแบ่งแค่ 17% เท่านั้น
จากนี้ต้องรอดูว่าจะมีการผ่อนปรนเงื่อนไข หรือข้อยกเว้นใดออกมาช่วยโรงภาพยนตร์ขนาดกลาง-เล็กหรือไม่