ประยุทธ์ เตรียมใช้งบฯเยียวยา ศบค.ส่วนหน้า 4 จังหวัดชายแดนใต้
เล็งใช้งบเยียวยาชายแดนใต้
ศบค.ส่วนหน้า เสนอ 5 มาตรการ รับมือโควิดชายแดนใต้ เล็งกำหนดกลุ่มเป้าหมายเยียวยา สอดคล้องนโยบายภาพรวมรัฐ
วันที่ 29 ตุลาคม 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ศบค.ครั้งที่ 17/2564 พิจารณาเห็นชอบ แผนบูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
หลังจากเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2564 มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 21/2564 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา และอาจรวมพื้นที่บางส่วนหรือทั้งหมดของจังหวัดที่มีพื้นที่ติดต่อกันตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนด) หรือ ศบค.ส่วนหน้า
ภารกิจ
ศบค.ส่วนหน้า ปฏิบัติงานภายใต้ ศบค. ในการกำหนดแนวทางบูรณาการ ประสานงาน ขับเคลื่อน เร่งรัดและติดตามการปฏิบัติงาน เพื่อให้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และพื้นที่ใกล้เคียงคลี่คลายโดยเร็ว ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
การปฏิบัติ
1.เจตนารมณ์ ผอ.ศบค.ส่วนหน้า : บูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ (รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เพื่อทำงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้อง และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งหวังให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ใกล้เคียง อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขของพื้นที่สามารถบริหารจัดการได้ ไม่เป็นอุปสรรค หรือส่งผลกระทบต่อแผนการฟื้นฟูประเทศในภาพรวม
2.แนวความคิดในการปฏิบัติ : ใช้ระบบการปกครองในพื้นที่ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เป็นกลไกขับเคลื่อนหลักในการแก้ไขปัญหา โดยมีหน่วยงานสาธารณสุข หน่วยงานด้านการพัฒนา และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ และนอกพื้นที่ให้การสนับสนุนตามลำดับ รวมทั้งกำหนดแนวทางบูรณาการ ประสานงาน ขับเคลื่อน เร่งรัด และติดตามการปฏิบัติงาน
ด้วยการใช้ 5 มาตรการหลัก ได้แก่ มาตรการป้องกันการติดเชื้อ มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด มาตรการรักษาผู้ติดเชื้อ มาตรการเยียวยา และการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการผ่อนคลาย
3.มาตรการป้องกันการติดเชื้อ :
1) เร่งรัดการตรวจหาเชื้อทั้งด้วยวิธี RT-PCR และวิธี ATK ให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่
2) เร่งรัดฉีดวัคซีนตามแผนการจัดบริการวัคซีนของจังหวัด โดยกำหนดเป้าหมายร้อยละ 70 ของจำนวนประชากร และร้อยละ 80 ของประชาชนกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 60 ปี กลุ่มผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และกลุ่มสตรีตั้งครรภ์
3) มุ่งเน้นการตรวจทางสุขอนามัยในพื้นที่ ที่มีการรวมตัวของประชาชน โดยให้ความเร่งด่วนกับพื้นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา ตลาด ร้านน้ำชา และร้านอาหาร
4) เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการเข้าออกชายแดนและช่องทางธรรมชาติ การจัดตั้ง State Quarantine (SQ) และกลุ่มคนไทยเดินทางไป-กลับ เพื่อทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน
5) ควบคุมและส่งเสริมการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล
4.มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด :
1) เพื่อติดตามการดำเนินงานตามมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID Free Setting) ในพื้นที่เร่งด่วน เช่น ตลาด ร้านน้ำชา ร้านอาหาร ศาสนสถาน และโรงงาน
2) สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับมาตรการการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) ในชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา ตลาด และร้านน้ำชา
3) กำกับดูแลการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ (Bubble and Seal) สำหรับสถานประกอบกิจการ โดยเฉพาะโรงงานที่มีพนักงานมากกว่า 200 คน
4) จัดส่งทีมสอบสวนควบคุมโรค เพื่อค้นหาสาเหตุของการแพร่ระบาดและวิเคราะห์ปัจจัยในการเสียชีวิต
5) จัดส่งทีมปฏิบัติการเชิงรุกในชุมชน (CCRT) เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง หรือกลุ่มเป้าหมายตามที่กำหนด
5.มาตรการรักษาผู้ติดเชื้อ :
1) เร่งรัดการจัดตั้งระบบการแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) ที่มีคุณภาพในทุกพื้นที่
2) เตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม และ/หรือ ICU สนาม ในพื้นที่ได้ทันที ตามความจำเป็นของสถานการณ์
3) เสริมสร้างความพร้อมของโรงพยาบาลหลักในพื้นที่ โดยกำหนดอัตราการครองเตียงของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ระดับสีเหลืองและสีแดง ต้องไม่เกินร้อยละ 80 ของจำนวนเตียงที่มีอยู่ สำหรับผู้ป่วยโรคโควิด-19
6.มาตรการเยียวยา :
1) กำหนดกลุ่มเป้าหมายสำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ
2) จัดทำข้อเสนอแนะและให้การเยียวยากลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในภาพรวม
7.การเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการผ่อนคลาย :
1) กระทรวงศึกษาธิการประสานกับกระทรวงสาธารณสุข ประเมินความเป็นไปได้ในการเปิดภาคเรียน และเตรียมมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในโรงเรียน โรงเรียนสอนศาสนา และสถานศึกษาทุกประเภท
2) กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงแรงงาน เตรียมการมาตรการ Bubble and Seal แบบป้องกัน เพื่อควบคุมการระบาดในโรงงานและสถานประกอบการ
3) กระทรวงคมนาคม กำกับดูแลมาตรการป้องกันโรคในระบบขนส่งสาธารณะ การเคลื่อนย้ายระหว่างจังหวัด และการเดินทางไปยังภูมิภาคอื่น รวมทั้งการเตรียมการเพื่อรองรับการเปิดประเทศ
4) หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนการเตรียมความพร้อม ตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสาน
8.คำแนะนำในการประสานการปฏิบัติ
1) ทุกหน่วยงานควรหลีกเลี่ยงการกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนในการปฏิบัติตนตามกรอบวิถีชีวิตปกติอันควร
2) กรณีจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ขอให้ประสานกับผู้นำทางศาสนา องค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ รวมทั้งการสื่อสารในชุมชนที่มีอยู่ เพื่อให้มาตรการที่กำหนดขึ้น ได้รับการยอมรับ เกิดความร่วมมือ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน
การสนับสนุน
1.การปฏิบัติงานของ ศบค.ส่วนหน้า ใช้งบประมาณตามที่แต่ละส่วนราชการได้รับจัดสรรตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2564 เป็นลำดับแรก
2.กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน ให้เสนอความต้องการขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก ศบค. (ผ่าน ศบค.ส่วนหน้า) ตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด