เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ซีเอสอาร์ TCP ปลุกความรู้สู่โอกาสเพื่อสังคมยั่งยืน

16 พ.ย. 2564 | 11:38น.
ภาพจาก : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ภาพจาก : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขให้จบได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และไม่อาจทำได้เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องร่วมกันทุกภาคส่วน ทำให้วันนี้กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ อาทิ กระทิงแดง, เรดดี้, โสมพลัส, เรดบูล ฯลฯ ลุกขึ้นมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย

โดยเริ่มต้นจากการเปิดตัว “โครงการ TCP ปลุกความรู้สู่โอกาส” ระยะเวลา 5 ปี ผนึกพันธมิตรดำเนิน 2 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการโรงเรียนปล่อยแสง ร่วมมือกับคณะวิทยาการเรียนรู้ และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดูแลพัฒนาศักยภาพครู และโครงการทุนสานฝันการศึกษาเพื่อน้อง

ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สนับสนุนการสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ผ่านการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนช่วงชั้นรอยต่อ เพื่อไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา

“สราวุฒิ อยู่วิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า การที่กลุ่ม TCP หันมาให้ความสนใจเรื่องของการศึกษาเนื่องมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ

สราวุฒิ อยู่วิทยา
สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP

หนึ่ง เรามองว่าเราเป็นภาคเอกชนขนาดใหญ่ มีการจ้างงานคนจำนวนมาก ควรจะมีส่วนร่วมกับภาคสังคมในการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ

สอง เป็นความสนใจพิเศษ เพราะผมเชื่อว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของโลกที่กำลังเผชิญขณะนี้นอกจากเรื่อง climate change คือเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม ดังนั้น จึงเชื่อว่าหากการศึกษาดี มีคุณภาพ และคนเข้าถึงก็จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทุกด้านได้ในที่สุด

“โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ดังนั้น ทุกประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วต้องกลับมาคิดกระบวนท่ากันใหม่ โดยเฉพาะประเทศไทย เราต้องดูว่าวันนี้เราสามารถสร้างเยาวชนให้ตอบรับกับโลกอนาคตได้รึเปล่า ที่ผ่านมามีภาคเอกชนหลายแห่งพยายามทำเรื่องการศึกษา เราเองพยายามเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อาจมีก๊อบปี้กันบ้าง เพราะไม่มีลิขสิทธิ์”

“แต่ว่าปัญหาการศึกษามันซับซ้อน มีหลายมิติ ไม่สามารถที่จะกินยาเม็ดเดียวแล้วหายได้ ต้องช่วยแก้กันหลายภาคส่วน เพราะทุกองค์กรมีมุมมองไม่เหมือนกัน ถือเป็นโจทย์ยาก ที่ผ่านมามีคนพูดเรื่อย ๆ ว่าถ้าไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ หรือผู้มีอำนาจก็จะแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ผมว่าถ้าตั้งโจทย์แบบนั้นก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว การจะแก้ได้ต้องอาศัยพลังหลายภาคส่วนร่วมกัน”

“สราวุฒิ” กล่าวต่อว่า โครงการนี้สอดคล้องกับกรอบการทำงานด้านความยั่งยืนของ TCP ที่เราตั้งไว้เมื่อปี 2561 มีอยู่ 3 แกน ได้แก่ integrity, quality และ harmony โดยเฉพาะหลัก harmony คือเรื่องการพัฒนาชุมชน สังคม โดยระยะเวลาของโครงการตั้งเป้าเอาไว้ 5 ปี เป็นปีแห่งการเริ่มต้น

“สิ่งที่คาดหวังมากที่สุดคือหวังที่จะสร้างการพัฒนาศักยภาพของครูให้ได้ประมาณ 500 คน ไปพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนให้ได้อย่างน้อย 100,000 คน เข้าไปช่วยพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนอย่างน้อย 100 แห่ง และสร้างการมีส่วนร่วมกับ 100 ชุมชน”

ภาพจาก : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ภาพจาก : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

“ขณะเดียวกัน ผมก็อยากเห็นเส้นทางเดินที่ชัดเจนหลังจากปีที่ 5 เป็นต้นไปว่าตกลงที่เราทำมาทั้งหมดอันไหนไปต่อได้-ไม่ได้ เราไม่ได้คิดว่า 5 ปีข้างหน้าการศึกษาไทยจะขึ้นเป็นอันดับ 1 ตรงนั้นคงไม่ใช่ประเด็น แต่คำตอบมันอยู่ระหว่างทาง”

“ถ้าถามถึงงบประมาณที่ใช้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมเคยคิดว่าถ้าจะแก้ปัญหาการศึกษาต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่พอผ่านไปสักพัก กลับเริ่มคิดได้ว่าเงินไม่มีความหมาย และไม่ใช่ปัจจัยหลักของการแก้ปัญหา เพราะถ้าคิดว่าการทำให้การศึกษาดี หมายถึงทำให้โรงเรียนขนาดใหญ่โต มีโทรทัศน์ มีแท็บเลตให้เด็กทุกคน แล้วจะช่วยให้การศึกษาดีขึ้น”

“ผมว่าเป็นปริศนาที่รอคำตอบ อย่างไรก็ตาม สำหรับกรอบงบประมาณสนับสนุน 2 โครงการ เริ่มจาก 30 ล้านบาท และยังไม่มีการตั้งกรอบเพดานวงเงินว่าควรใช้เท่าไหร่ เพราะอยากทำให้เป็นโจทย์ย้อนกลับ อะไรที่น่าทำ ก็จะทำ แล้วตัวเลขงบฯจะเพิ่มต่อไป หรือต่อปีอาจจะเป็นร้อยล้าน ถ้าเป็นโครงการดีมาก ๆ ก็พร้อมจะสเกลอัพงบประมาณของโครงการได้ตลอดเวลา”

ภาพจาก : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
ภาพจาก : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

“สราวุฒิ” กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากนี้ยังเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ จากหลายภาคส่วนเข้ามาทำงานร่วมกับเรา แยกเป็นโครงการย่อยอื่น ๆ สามารถติดต่อนำเสนอโครงการกับกลุ่มธุรกิจ TCP ได้ทางอีเมล์ [email protected] โดยเราวางกรอบการพัฒนาด้านการศึกษาไว้ 3 ด้าน เพื่อพิจารณารับพันธมิตร คือ

หนึ่ง ส่งเสริมวิชาการ และความรู้แกนกลางในห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

สอง ส่งเสริมสมรรถนะ และทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตด้วยกระบวนการเรียนรู้ทั้งใน และนอกห้องเรียน รวมถึงพัฒนาศักยภาพให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดเป็นอาชีพจริงได้ในอนาคต

สาม สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สัมพันธ์เชื่อมโยง ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียน บ้าน และชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตน

ภาพจาก : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

“รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี” คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าโครงการโรงเรียนปล่อยแสงจะนำร่อง 12 โรงเรียน มุ่งเน้นการทำงานกับครู เพราะครูเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั้งหลักสูตร การเรียนการสอน โดย 3 ปีแรกจะมียุทธศาสตร์ คือ

รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี
รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หนึ่ง การผลิตองค์ความรู้ ค้นหาวิธีการ แนวทางจัดการศึกษาบนฐานสมรรถนะ สร้างหลักสูตร วิธีการสอน ให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ หรือเกิดความรู้ทักษะ ใช้ในชีวิตจริงได้

สอง มีซีรีส์ ชุดพัฒนาคุณครู มากกว่าสิบเวิร์กช็อป โดยเชื่อว่าครูทั่วประเทศกำลังอยู่ในภาวะเบิร์นเอาต์ ท้อแท้จากระบบ ซึ่งภาวะนี้จะไปบดบังคุณค่าเดิมที่อยากเป็นครูตั้งแต่ต้น ซึ่งเราต้องการหนุนเสริมให้กำลังใจ เพื่อให้คุณครูทบทวนตัวเองว่าทำไมถึงก้าวเดินเข้ามาเป็นครู

ถ้าเราพาครูกลับเข้ามาสู่จุดนี้ได้เชื่อว่าจะเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญที่สุดที่จะเดินหน้าต่อไปในอนาคต จากนั้นจะค่อย ๆ พาไปเติมเรื่องเทคนิค วิธีการ องค์ความรู้ ศาสตร์การเรียนการสอนสมัยใหม่ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นกลุ่มตลาดวิชา ให้คุณครูเลือกเรียนได้ตามความสนใจ

“ปัจจุบันศาสตร์การเรียนการสอนเปลี่ยนไปมาก เราจำเป็นต้องประยุกต์ใช้สื่อการเรียนการสอนในรูปแบบต่าง ๆ มีเทคโนโลยี เราจะออกแบบสื่อช่วยครู เช่น การออกแบบบอร์ดเกม, วิชาโค้ชชิ่ง ฯลฯ หลังจากนั้นจะพาคุณครูช่วยกันออกแบบแนวทางการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นห้องเรียนแบบสร้างสรรค์ ทำอย่างไรให้การเรียนการสอนของคุณครูสนุก ทำให้ห้องเรียนมีความหมาย”

“ดร.ไกรยส ภัทราวาท” รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า โควิด-19 ทำให้สถานการณ์การหลุดนอกระบบการศึกษามีแนวโน้มวิกฤตขึ้น เด็กนักเรียนกว่า 43,000 คนได้หลุดออกจากระบบการศึกษา และหากประมาณการจากข้อมูลนักเรียนยากจน และยากจนพิเศษ จะมีเด็ก ๆ ถึง 1.9 ล้านคนที่กำลังเผชิญความเสี่ยงเดียวกัน ทั้งที่เด็กไทยมีศักยภาพสูง นี่คือความเสียหายของเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว

ดร.ไกรยส ภัทราวาท
ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

“ขณะเดียวกัน ถ้าดูข้อมูลจากระบบ TCAS จะพบว่า มีนักเรียนยากจน และยากจนพิเศษ จำนวนประมาณเพียง 1 หมื่นกว่าคน หรือคิดเป็น 10-12% ที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในคณะที่มีการแข่งขันสูงได้ แม้เป็นความน่ายินดี แต่แสดงให้เห็นว่ายังมีอีก 90% ที่ตกหล่นระหว่างทาง เราจึงชวนกลุ่ม TCP ร่วมกันสร้างหลักประกันทางการศึกษา เพื่อไม่ให้มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไทยเพิ่มขึ้น”

ภาพจาก : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

“หากเด็กมีความตั้งใจ มีความสามารถ มีความฝันที่จะพัฒนาตัวเอง ชุมชน และครอบครัว รวมถึงประเทศ เด็กเหล่านี้ไม่ควรจะต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือพูดง่าย ๆ คือ เราไม่ควรจะเสียเด็กปีละ 90% ทั้ง ๆ ที่เขาสามารถเป็นกำลังสำคัญในการก้าวไปสู่การพัฒนาประเทศได้”

“สำหรับโครงการ กสศ.จะใช้ข้อมูลค้นหาเด็กนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนห่างไกล เข้าไม่ถึงทุนการศึกษา โดยเราจะมอบทุนตลอด 1 ปีการศึกษาให้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึงประกาศนียบัตรวิชาชีพปี 1 จำนวน 400 คนในกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ และมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด”

“อย่างไรก็ตาม การสร้างหลักประกันขึ้นมา ก็เพื่อให้เด็กมีความมั่นใจว่ายังมีคนที่มองเห็นความตั้งใจของเขา ไม่ทอดทิ้ง ทุกภาคส่วนพร้อมสานฝัน นี่คือแนวคิดในการลดความเหลื่อมล้ำการศึกษาอีกแนวทางหนึ่ง อย่างในสหรัฐอเมริกา เขาใช้คีย์เวิร์ดคำว่า The lost Einstein เด็กที่ควรเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นผู้นำทางสังคม ควรจะมีโอกาสในการต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย คนเหล่านี้ไม่ควรจะเสียโอกาสทางการศึกษา เราต้องช่วยกันเพื่อไม่ให้เสีย Einstein ไปแม้แต่คนเดียว”

ดังนั้น ในอนาคต จึงต้องพยายามค้นหา และพูดคุยกับภาคีเครือข่ายในโอกาสต่อ ๆ ไปว่าจะขยายรูปแบบการทำงานอย่างไร เพื่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมที่สูงมากต่อไปในอนาคต