เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,650 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,650 บาท
แฮกครั้งใหญ่ เขย่าคริปโตฯ โลก Binance โดนกว่า 1.8 แสนล้าน
Tech แฮกครั้งใหญ่ เขย่าคริปโตฯ โลก Binance โดนกว่า 1.8 แสนล้าน
หุ้นไทยแนวโน้มลงต่อ! ฟันด์โฟลว์ไม่หนุน InnovestX ชู 4 ธีมสู้ตลาดผันผวน
Finance หุ้นไทยแนวโน้มลงต่อ! ฟันด์โฟลว์ไม่หนุน InnovestX ชู 4 ธีมสู้ตลาดผันผวน
เกือบสูญเปล่าการศึกษา เมื่อหลงคารม ผู้นำ IMF
Columns เกือบสูญเปล่าการศึกษา เมื่อหลงคารม ผู้นำ IMF
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคาดหวังการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคาดหวังการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
UHG รุก ‘ไฮบริดโฮเทล’ โมเดลเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์
Business UHG รุก ‘ไฮบริดโฮเทล’ โมเดลเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์
COP17 วันสุดท้าย ทบทวนครั้งแรก-โลกยังห่างเป้าปี 2030
SD COP17 วันสุดท้าย ทบทวนครั้งแรก-โลกยังห่างเป้าปี 2030
ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ค้าปลีกญี่ปุ่นลุ้น Tax Refund หนุนดีมานด์นักช็อปต่างชาติพุ่ง
Business ค้าปลีกญี่ปุ่นลุ้น Tax Refund หนุนดีมานด์นักช็อปต่างชาติพุ่ง
ดูทั้งหมด

ค่าเงินบาททรงตัว หลังเฟดประกาศปรับลดวงเงิน QE ตามที่ตลาดคาดการณ์

17 ธ.ค. 2564 | 18:00น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม-17 ธันวาคม 2564

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (13/12) ที่ระดับ 33.50/52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (9/12) ที่ระดับ 33.47/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐออกมาค่อนข้างดี โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น 6.8% ในเดือน พ.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2525 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.7%

นอกจากนี้ ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือน พ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.7% ดัชนี CPI ได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งทะยานขึ้นสูงสุดในรอบ 13 ปี เมื่อเทียบรายปี นอกจากนี้ ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนยังระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 70.4 ในเดือน ธ.ค. จากระดับ 67.4 ในเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้แต่เดือน พ.ย. 2554 สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 67.1 โดยดัชนีได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นที่พุ่งขึ้นในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ

ขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงและปานกลางต่างมีความเชื่อมั่นลดลง ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 500 รายต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ สถานะการเงินส่วนบุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ ในวันที่ 15 ธันวาคม คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% และจะเพิ่มการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นเดือนละ 30,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. 2565 โดยการปรับลดวงเงิน QE ของเฟดจะเริ่มขึ้น 2 เท่าจากเดิมเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลให้เฟดยุติการทำ QE ในเดือน มี.ค. 2565

นอกจากนี้ ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2565 และจำนวน 2 ครั้งในปี 2566 และอีก 2 ครั้งในปี 2567 ทั้งนี้ การประกาศคงอัตราดอกเบี้ยและการปรับลดวงเงิน QE สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันเฟดได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้ สู่ระดับ 5.5% ขณะที่ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของปี 2565 สู่ระดับ 4.0% และเฟดปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2564-66 สู่ระดับ 5.3%, 2.6 และ 2.3% ตามลำดับ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไทยในปี 2565 เป็น 3.9% จากเดิมที่คาดไว้ 3.6% ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากปี 2564 ที่คาดว่าจะเติบโตได้ราว 1.0% ก่อนที่ 2566 จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 4.3% ขณะที่คาดว่าเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้

โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2565 และ 2566 นั้น จะได้รับแรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมภาคการบริการ การบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่กลับมาเพิ่มขึ้น คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 7 ล้านคนในปี 2565 โดยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี และเพิ่มขึ้นอีกในปี 2566 เป็นประมาณ 20 ล้านคน หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของระดับนักท่องเที่ยวในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเกิดวิกฤตโควิด ทั้งนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.29-33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (17/12) ที่ระดับ 33.36/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันจันทร์ (13/12) ที่ระดับ 1.1309/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (9/12) ที่ระดับ 1.1319/20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในภูมิภาค หลังนายมาร์ติน เฮิร์สซ์ ผู้อำนวยการกลุ่มโรงพยาบาล AP-HP ในปารีสให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ฝรั่งเศสอาจต้องเผชิญการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 6 เนื่องจากการอุบัติของไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนที่แพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดิม

ส่วนในขณะนี้ ฝรั่งเศสยังอยู่ในช่วงการระบาดระลอกที่ 5 ซึ่งมีสายพันธุ์เดลต้าเป็นสายพันธุ์หลักของการระบาด โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 16 ธันวาคม ตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ทั้งนี้ ที่ประชุม ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.50%

ขณะเดียวกัน ECB ระบุว่า ทางธนาคารจะซื้อพันธบัตรวงเงิน 4 หมื่นล้านยูโร/เดือนภายใต้โครงการ Asset Purchase Programme (APP) ในไตรมาส 2 ของปี 2565 และลดวงเงินสู่ระดับ 3 หมื่นล้านยูโรในไตรมาส 3 ขณะที่คงวงเงินที่ระดับ 2 หมื่นล้านยูโร ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2565 และจะซื้อพันธบัตรนานเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสภาพคล่องในตลาด

นอกจากนี้ ECB จะลดวงเงินซื้อพันธบัตรในโครงการ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) และจะยุติโครงการดังกล่าวในเดือน มี.ค. 2565 โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ 1.1225-1.1360 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (17/12) ที่ระดับ 1.1337/38 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (29/1) ที่ระดับ 113.49/51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (9/12) ที่ระดับ 113.55/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานซึ่งไม่รวมเครื่องจกรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและสาธารณูปโภคไฟฟ้า ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ทั้งนี้ ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานในเดือน ต.ค. ปรับตัวขึ้น 3.8% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.1% เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 4/2564

โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ (Ultraloose Monetary Policy) ในการประชุมวันนี้ (17/12) ซึ่งรวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% และคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ประมาณ 0% โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับต่ำ เพื่อช่วยเหลือบริษัทเอกชนและภาคครัวเรือน ที่ประชุม BOJ ได้ตัดสินใจลดวงเงินในโครงการจัดหาเงินทุนสนับสนุนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวจะได้รับการขยายเวลาออกไปจนถึงเดือน ก.ย. 2565 จากเดิมที่จะสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือน มี.ค. 2565 สำหรับโครงการสนับสนุนเงินทุนของ BOJ ที่ริเริ่มเมื่อปีที่แล้วนั้น ประกอบด้วยการซื้อหุ้น (Corporate Bond) และตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้น (Commercial Paper) ที่ออกโดยสถาบันการเงินขนาดใหญ่ และการจัดหาเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับสถาบันการเงินที่ขยายวงเงินกู้ให้กับบริษัทขนาดเล็กที่ประสบปัญหาด้านการเงิน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 113.30-114.20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (17/12) ที่ระดับ 113.49/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ