ไทยออยล์…มุ่งสู่องค์กรร้อยปี ดำเนินกลยุทธ์ยั่งยืนคู่ธุรกิจ
ด้วยวิสัยทัศน์ของ “วิรัตน์ เอื้อนฤมิตร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่บอกว่า…Empowering Human Life through Sustainable Energy and Chemicals เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีด้วยพลังงาน และเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน
ภายใต้กรอบการดำเนินการที่ครบทุกมิติ คือ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทธรรมาภิบาล ซึ่งนอกจากจะทำธุรกิจให้ยั่งยืนแล้ว ยังผสานความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม จนทำให้ธุรกิจเดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้
กล่าวกันว่า จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว จึงเป็นที่มาในการกำหนดแผนกลยุทธ์ที่จะนำพาธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปจนถึง 100 ปี ข้างหน้า

โดยเรื่องนี้ “วิโรจน์ มีนะพันธ์” รองกรรมการผู้จัดการด้านกำกับองค์กร และกิจการสัมพันธ์ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) จึงต้องทำหน้าที่นำแผนดังกล่าวมาแปรเปลี่ยนโครงการให้เป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบการดำเนินการที่ครบทุกมิติ คือ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเป็นบรรษัทธรรมาภิบาล
“สำหรับเป้าหมายของไทยออยล์ โดยเฉพาะด้าน CSR ต้องบอกว่านอกจากคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วนั้น ยังต้องทำแผนให้เชื่อมโยงกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน และปิโตรเคมีในอนาคต เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ส่งผลให้โลกร้อนเพิ่มขึ้นทุกปีอีกด้วย
เพราะไทยออยล์วางเป้าหมายว่า ภายในปี 2060 เราจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 25% พูดง่าย ๆ เป้าหมายของไทยออยล์เสมือนการยิงปืนนัดเดียว แต่ได้นกถึง 2 ตัว คือ การนำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นตัวตั้ง
แล้วต่อยอดการผลิตพลังงานสะอาด เพื่อให้ทันกับเทรนด์ของโลกที่มุ่งหน้าสู่ green energy อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจไทยในเวทีโลกอีกด้วย”
“ส่วนโปรเจ็กต์ใหม่ที่เกี่ยวกับ CSR ในปี 2565 เรามองว่าทุกโครงการจะมีคำว่า ยั่งยืน (sustainability) แฝงอยู่ในทุกกิจกรรม รวมถึงการทำธุรกิจด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญ ธุรกิจอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ไทยออยล์บรรลุความสำเร็จทางธุรกิจได้
เราจึงกำหนดแผนงานว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อเข้าสู่ net zero ในปี 2065 ให้ได้ เพราะกลุ่ม ปตท.รวมถึงไทยออยล์ต้องการเป็นส่วนหนึ่ง จึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. ไทยออยล์ โดยตั้งเป้า net zero ในปี 2060 ซึ่งจะเร็วกว่าภาครัฐประมาณ 5 ปี”
ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายอย่างมากในฐานะผู้ผลิตน้ำมัน เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โลกร้อนมากขึ้นด้วย
แต่ทั้งนั้น การจะบรรลุเป้าหมาย “ไทยออยล์” จะต้องมีองค์ประกอบ 3 ด้าน ประกอบกัน คือ
หนึ่ง ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ต้องปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ต่าง ๆ ในโรงกลั่นน้ำมันให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการผลิตของโรงกลั่นน้ำมัน หากประหยัดการใช้พลังงานได้มากเท่าไหร่ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกก็จะลดลงไปด้วย
สอง นำเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเก็บไว้
สาม การทำ green hydrogen ซึ่งส่วนนี้ค่อนข้างมีความสำคัญต่อโรงกลั่นอย่างมาก เพราะพลังงานดังกล่าวจะกลายมาเป็นพลังงานทางเลือกในอนาคตที่นอกเหนือจากไฟฟ้าได้
นอกจากนั้น “วิโรจน์” ยังกล่าวถึงกลยุทธ์ทาง “สังคม” เพิ่มเติมว่า กลยุทธ์เดิมของเรามีเพียงสังคมชุมชน (community society) เท่านั้น แต่จากนี้เราเพิ่มคำว่า “nature” รวมกำหนดกลยุทธ์ที่เรียกว่า “CARE STRATEGY” คือสำหรับสิ่งแวดล้อม หรือ “nature based solution” เพราะไทยออยล์มองว่าการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน วิธีดีที่สุดคือวิธีทางธรรมชาติ

“เพราะจะช่วยตอบโจทย์ และเติมเต็มเป้าหมายของไทยออยล์ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย โดยจะเน้นไปที่การปลูกป่าบก ป่าโกงกางเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตอนนี้เรามีพื้นที่เป้าหมายที่ยอดเขาภูไบ ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
เนื่องจากพื้นที่ด้านหลังติดกับโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์รวมกว่า 1,000 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานไปยังหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขออนุญาตฟื้นฟู และดูแลให้สมบูรณ์มากขึ้น เพราะเราต้องการให้สังคมชุมชนร่วมรับรู้ว่าไทยออยล์กำลังทำอะไรอยู่”
“โดยแสดงความคิดเห็นได้ เพื่อให้ธุรกิจนั้นดำเนินการอย่างราบรื่น แต่กระนั้นจะต้องมี relationship คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ด้วยการสื่อสาร การรับข้อร้องเรียนต่าง ๆ การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาเยี่ยมชมกิจการโรงกลั่น และการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์ และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน
รวมถึงเศรษฐกิจในพื้นที่ชุมชนด้วย ถามว่าทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ก็เพราะธุรกิจยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ความสำเร็จที่รายได้ หรือกำไรเท่านั้น”
“แต่ยังรวมถึงเรื่องการดูแลรอบ ๆ บ้านขององค์กรนั้น ๆ ด้วย แล้วตรงนี้เป็นปัญหาระดับโลกในเรื่องของโลกร้อน ดังนั้น หากสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมอยู่ไม่ได้ ไทยออยล์ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ผลเช่นนี้ เราจึงมีเป้าหมายในการสร้างความผูกพันกับชุมชน
โดยจะมีองค์กรอิสระเข้ามาประเมินผล เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายว่าออกมามากกว่า 90% ที่สำคัญ ตรงนี้เป็นเป้าหมายที่ไทยออยล์วางไว้ทุกปี ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราต้องทำต่อเนื่องอย่างแน่นอน”
ที่สำคัญ “วิโรจน์” ยังบอกอีกว่า ล่าสุดไทยออยล์ผลักดันโปรเจ็กต์ ECO PARK ตอนนี้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นภาครัฐเพื่อขอใช้พื้นที่ศาลาประชาคม จัดสรร 6 ไร่ ในพื้นที่ศรีราชา เพื่อเป็นสวนต้อนรับแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ
ด้วยการนำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) และการนำโซลาร์เซลล์เข้ามาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้งาน คัดแยกขยะ ส่วนของฟังก์ชั่นการใช้งานอื่น ๆ เราพยายามดำเนินการด้านนี้เพื่อตอบสนองการใช้ประโยชน์ให้ทุกรุ่น ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสนามเด็กเล่น, ลานออกกำลังกาย และลานกิจกรรมลู่วิ่ง
“ทั้งยังผสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ในการพัฒนากระบวนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในด้านต่าง ๆ ของชุมชนรอบพื้นที่โรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศในยามเกิดวิกฤตด้วย ส่วนตัวอย่างโครงการ CSR ผ่านมาที่เราปลูกฝังการทำความดีให้คนในองค์กร
เช่น โครงการคุณริเริ่ม เราเติมเต็ม ผ่านแอปพลิเคชั่นของไทยออยล์ให้กับพนักงาน คอนเซ็ปต์คือให้พนักงานออกไปทำประโยชน์เพื่อสังคม จากกิจกรรมที่พนักงานดำเนินการทำความดี”
“โดยไทยออยล์จะจ่ายสมทบเงินไปยังมูลนิธิต่าง ๆ ที่มีความต้องการเพื่อสาธารณกุศลต่อไป ตอนนี้มีพนักงานเข้าร่วมกว่า 600 คน รวมมากกว่า 1,600 กิจกรรม งบประมาณ 1.3 ล้านบาท พูดง่าย ๆ ว่าเรามีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งเรื่องจิตอาสา, ดูแลผู้ป่วย, การให้คำปรึกษาจิตเวช, สอนงานด้านช่าง, ปลูกป่าชายเลน และอื่น ๆ
รวมถึงโครงการ Charity Virtual Run โดยนักวิ่งสามารถนำระยะทางมาแปลงเป็นเงินเพื่อบริจาคให้กับสาธารณกุศล 2 บาทต่อ 1 กิโลเมตร”
“นอกจากนั้นยังให้นักวิ่งที่ทำระยะทางดีที่สุด สามารถเลือกองค์กรที่ตนเองต้องการอยากช่วยเหลือ โดยรายได้ต่าง ๆ จะมอบให้เป็นการกุศล และตอนนี้เงินบริจาคตลอด 1 เดือนกว่าผ่านมาพบว่ามีนักวิ่งสะสมระยะทางกว่า 1 ล้านกิโลเมตร โดยเกินเป้าหมายที่เราตั้งไว้ที่จะบริจาครวม 2 ล้านกว่าบาท จากการเข้าร่วมโครงการมากกว่า 3,000 คน”
“วิโรจน์” อธิบายต่อว่า การดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เราจะเชื่อมโยงกันระหว่างกิจกรรมเพื่อสังคม และธุรกิจของบริษัท เพราะปัจจุบันธุรกิจของไทยออยล์เน้นไปที่ธุรกิจพลังงานอยู่แล้ว ทั้งยังขับเคลื่อนธุรกิจปิโตรเคมี และนวัตกรรมต่าง ๆ
ฉะนั้น กลยุทธ์ด้านสังคม จึงต้องใช้ความรู้พื้นฐานทางธุรกิจขับเคลื่อน และทำประโยชน์ให้กับสังคมควบคู่กันไป เช่น ความรู้ในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ในอนาคตเมื่อไทยออยล์เข้าสู่ธุรกิจปิโตรเคมี จะขับเคลื่อนส่วนนี้ด้วย เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน และการดูแลขยะพลาสติก
“ผ่านมาการบ่มเพาะคนของไทยออยล์ในเรื่องของ CSR ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยวัดจากองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องธรรมาภิบาล โดยไทยออยล์ไทยติดอันดับในท็อป 20 ของอาเซียน และท็อป 10 ของประเทศสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเฉลี่ยแล้วทั้งปีไทยออยล์ได้รับรางวัลความน่าเชื่อถือจากหลากหลายเวทีมากกว่า 30 รางวัลต่อปี”
ผลตรงนี้สะท้อนแนวคิดทั้งระบบของ “ไทยออยล์” ว่า เราดูแลธุรกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม จนเติบโตอย่างยั่งยืน