หุ้นไทยลุ้นรีบาวนด์สั้น ๆ ระหว่าง 1,635-1,650 จุด ตามหุ้นเทคโลกฟื้นตัว
“ฟิลลิป” ประเมินตลาดหุ้นไทยเช้านี้ลุ้นรีบาวนด์สั้น ๆ ระหว่าง 1,635-1,650 จุด ตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี-หุ้นเติบโตสูงฟื้นตัว โควิดในประเทศซาหนุนหุ้นเปิดเมือง แต่ทิศทางนโยบายเฟดยังกดดันตลาด ทยอยเก็งกำไรหุ้น Earning Play
วันที่ 31 มกราคม 2565 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยว่า ดัชนี SET Index เช้านี้ลุ้นรีบาวนด์สั้น ๆ หลังปรับตัวลงไปทดสอบแนวรับ 1,620 จุดแล้วยืนได้ จากปัจจัย 1.ดัชนี S&P500 และ NASDAQ พลิกกลับมาบวก 2.43% และ 3.13% ตามลำดับ ลุ้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูงฟื้นตัว
แต่ภาพรวมยังถูกปัจจัยเดิมคือเรื่องทิศทางนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กดดัน หลังล่าสุดมุมมองของนักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ถึง 4-5 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีนี้อยู่ที่ 1.25-1.50% ต่อปี โดยอาจขึ้นดอกเบี้ยเดือน มี.ค. 2565 ถึง 0.50%
2.สถานการณ์โควิดในประเทศที่ทรงตัวตามการระบาดทั่วโลก เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มเปิดเมืองและท่องเที่ยว 3.สัปดาห์นี้หลายตลาดในภูมิภาคปิดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีนจะทำให้วอลุ่มเบาบางลง ทำให้ดัชนีขยับไปได้ไม่ไกล จึงคาดเช้านี้ SET Index มีแนวโน้มรีบาวนด์สั้น ๆ ในกรอบระหว่าง 1,635-1,650 จุด
ลุ้นปิดยืนเหนือแนวต้าน 1,640 จุดได้ จะมีโอกาสพลิกเป็นขาขึ้นอีกครั้ง สำหรับสถานการณ์การเมืองภายในประเทศวานนี้จากผลการเลือกตั้งซ่อมจตุจักร-หลักสี่ อย่างไม่เป็นทางการพรรคเพื่อไทยคว้าชัยชนะ ถึงแม้ว่าจำนวน ส.ส. ในสภาของฝ่ายค้านยังคงน้อยกว่าฝ่ายรัฐบาล คาดยังไม่มีผลกระทบต่อตลาดในช่วงสั้น แต่อาจมีผลถึงเสถียรภาพรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า
โดยกลยุทธ์การลงทุน ทยอยเก็งกำไรใน 1.Earning Play ในหุ้นที่คาดงบฯไตรมาส 4/64 ออกมาดี 2.หุ้นเปิดเมืองท่องเที่ยวรับมาตรการ Test & Go กลับมาใช้ 1 ก.พ. 2565 และ 3.หุ้นรับประโยชน์ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น
ปัจจุบันการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนในหลายประเทศใหญ่ อาทิ สหรัฐ, อินเดีย, อังกฤษ เริ่มชะลอลงผ่านจุดสูงสุดของการระบาดระลอกที่ 5 โดยที่อัตราการเสียชีวิตทั่วโลกยังต่ำกว่าระลอกเดลต้า ส่วนในประเทศไทยผู้ติดเชื้อในประเทศทรงตัวไม่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณาปรับโควิดให้เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งจะลดโอกาสการใช้มาตรการ Lockdown ขั้นสูงสุด เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและเปิดเมืองที่คาดจะฟื้นตัวตั้งแต่ ก.พ. 2565 หลังรัฐบาลกลับมาเปิดมาตรการ Test & Go อีกครั้งตั้งแต่ 1 ก.พ. 2565 เป็นต้นไป
ด้านประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน-สหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์มีสูง ประกอบกับการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย ยังไม่ได้ข้อสรุปและอาจลุกลามไปถึงขั้นวิกฤตพลังงานในยุโรปหากรัสเซียปิดการขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซไปยังยุโรปซึ่งจะดันราคน้ำมันดิบพุ่งขึ้นสูงต่อเนื่อง มีโอกาสแตะระดับ 100 เหรียญต่อบาร์เรล
ส่วนปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้ 1.ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐเดือน ม.ค. 2565 2.การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ 3.การประชุมของกลุ่ม OPEC+ ในวันที่ 2 ก.พ. 2565 และ 4.ตัวเลข CPI ของไทยเดือน ม.ค. 2565