ปรับโฉมอุดมศึกษาไทย พัฒนางานวิจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“เดิมทีบริบทของมหาวิทยาลัยจะเน้นสอนเพื่อผลิตคนอย่างเดียว แต่ปัจจุบันการสอนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะมหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสังคมด้วย เนื่องจากมหาวิทยาลัยคือต้นน้ำที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ”
คำกล่าวเบื้องต้น คือ คำพูดของ “รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย” รองอธิการบดีด้านการวางและกำหนดยุทธศาสตร์ นวัตกรรมและพันธกิจสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวถึงการปรับตัวของมหาวิทยาลัยทั่วโลกขณะนี้ ที่ต่างมุ่งให้ความสำคัญกับการวิจัยและนวัตกรรมมากขึ้น
“รศ.ดร.ณัฐชา” กล่าวว่า เดิมทีบทบาทของมหาวิทยาลัยจะเน้นสอนเพื่อผลิตคนออกสู่ตลาดแรงงาน หรือ teaching university วิธีการสอนคือเปิดตำราเชิงทฤษฎีถ่ายทอดสู่ผู้เรียน แต่ตอนนี้พันธกิจของมหาวิทยาลัยทั่วโลกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างคนอย่างเดียว แต่จะเน้นในเรื่องของการสร้างองค์ความรู้ใหม่มากขึ้น หรือเรียกว่า สร้างงานวิจัยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม
“โดยงานวิจัยที่สร้างต้องมีจุดเด่นคือเป็นเลิศ ซึ่งหมายถึงเป็นองค์ความรู้ที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลกนี้ อย่างเช่นเรื่องโควิด-19 เป็นเรื่องใหม่ ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่มีองค์ความรู้ มีงานวิจัยสำหรับใช้ผลิตวัคซีน ผลิตยารักษาโรค ทำให้ประชาชนอยู่รอด พองานวิจัยใช้ประโยชน์จริงก็จะตอบโจทย์ความต้องการประชาชน ทั้งยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้”
กล่าวกันว่าจุฬาฯเริ่มให้ความสำคัญกับงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ 5-6 ปีก่อนที่เริ่ม CU Innovation Hub หรือศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 เป็นเรือเร็วลำเล็ก มีหน้าที่ในการสร้างธุรกิจวิจัย นวัตกรรม ภายใต้พันธกิจ 3 เรื่องด้วยกัน คือ
หนึ่ง การสร้างคนที่มีทักษะของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งไทยแลนด์ 4.0 ก็เน้นในเรื่องนี้เพราะเรามองว่าเทคโนโลยีในอนาคตไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร คนที่นำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ต้องมีทักษะของการเป็นผู้ประกอบการ
สอง นำงานวิจัยจากหิ้งออกสู่ห้างให้ได้ เพราะเรามองว่างานวิจัยเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเมืองไทยเรามีเยอะมาก แต่เราไม่ค่อยนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่ชอบซื้อคนอื่น ฉะนั้น เราต้องสร้างกรณีการใช้งานของเราเอง คือสตาร์ตอัพที่เราสร้างขึ้น โดยทำงานร่วมกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีหน้าที่ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ปัจจุบันยังไม่มีคนนำองค์ความรู้นี้ไปใช้ เราจึงต้องสร้างผู้ประกอบการขึ้นมาเป็นผู้ที่นำองค์ความรู้นี้ออกสู่ภายนอก แต่จะทำอย่างไรให้คนที่เราสร้างนำงานวิจัยไปใช้อย่างกว้างขวาง
สาม การสร้างสังคมอุดมปัญญา เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยการพูดการคุยที่เป็นประโยชน์
“ผ่านมา 5 ปีผลประกอบการของ CU Innovation Hub ดีมาก ในพอร์ตโฟลิโอมีทีมสตาร์ตอัพประมาณ 300 ทีม คิดเป็นมูลค่าตลาดกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท สร้างประโยชน์ให้คนไทยกว่า 2 ล้านคน ยกตัวอย่าง ทีมสตาร์ตอัพที่สร้าง ViaBus แอปพลิเคชั่นติดตามและนำทางขนส่งสาธารณะแบบเรียลไทม์รายแรกในประเทศไทย ปัจจุบันสร้างประโยชน์ให้คนไทยมากกว่า 2.5 ล้านคน แปลว่าช่วยให้เกิดอิมแพ็กต์กับสังคมจริง ๆ”
“ไม่เพียงเท่านี้ เรายังเปิดตัวคลับจุฬาฯ สปินออฟ การรวมตัวกันของบริษัทสตาร์ตอัพในจุฬาฯ ตอนนี้มีงานวิจัยมากกว่า 55 ชิ้น และงานวิจัยทุกชิ้นคือการนำความรู้มาแปลงเป็นสินค้าบริการคนไทย ใช้องค์ประกอบของไทย วัตถุดิบจากไทยทั้งหมด นี่คือทิศทางของจุฬาฯที่กำลังก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม”
“รศ.ดร.ณัฐชา” กล่าวต่อว่า การปรับตัวของมหาวิทยาลัยขณะนี้ การบริหารจัดการมีลักษณะคล้ายกับระบบการบริหารของบริษัท โดยคำนึง 3 เรื่อง คือ การบริหารเป้าหมาย, การบริหารทรัพยากรเงิน และการบริหารทรัพยากรคนอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ คือต้องมีเป้าหมายชัดเจน มีทรัพยากรเงินไม่จำกัด และมีคนเก่งมาอยู่ในระบบมาก ๆ อีกทั้งยังต้องมีผู้นำที่มีทัศนคติแบบผู้ประกอบการคิดและทำเพื่อสังคม ต้องเข้าใจ stakeholder ในระบบนิเวศหรือพาร์ตเนอร์ของมหาวิทยาลัย
“เวลาเราพูดถึง stakeholder ของมหาวิทยาลัยคงหนีไม่พ้นภาครัฐ เพราะมหาวิทยาลัยไทยยังรับเงินที่มาจากภาครัฐ บางส่วนคือภาษีประชาชน บางส่วนมาจากค่าเทอมของนิสิต, นักศึกษาประมาณ 20% ฉะนั้น เราต้องเข้าใจว่านักศึกษาต้องการอะไร เขาเข้ามาเรียนก็ต้องอยากได้ความรู้ไปประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงชีพของเขา และต้องรู้ว่าคนในสังคมต้องการอะไร ดังนั้น ต้องวิเคราะห์รอบด้านแล้วนำความต้องการจากทุก stakeholder มาพัฒนางานวิจัยให้สังคมได้ใช้ประโยชน์”
“สำหรับการศึกษาของไทย ดิฉันดูงานหลายด้าน หลัก ๆ คือดูเรื่องยุทธศาสตร์ จะเห็นภาพข้อมูลของมหาวิทยาลัยไทยค่อนข้างเยอะผ่าน ranking การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ซึ่งเมื่อดูจากอันดับที่ผ่านมามองว่า ตอนนี้การศึกษาไทยเริ่มถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ดังนั้น การแก้ไขคือมหาวิทยาลัยไทยต้องไม่แข่งขันกันเอง ต้องร่วมมือกันเพื่อไปแข่งขันกับมหาวิทยาลัยระดับโลก เราต้องมีการเรียนข้ามศาสตร์เพื่อให้ตอบโจทย์โลกการทำงานมากขึ้น พูดง่าย ๆ ว่าต้องเรียนข้ามศาสตร์ตั้งแต่ในรั้วสถาบันเดียวกัน จากนั้นจึงข้ามศาสตร์ร่วมกับสถาบันอื่น ๆ จับมือกับภายนอกมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน”
“อย่างจุฬาฯนอกจากจะส่งเสริมให้มีการเรียนข้ามศาสตร์แต่ละคณะในรั้วของเราเองแล้ว ยังมีโครงการ Virtual Student Exchange Program โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเครือข่ายสมาชิกสมาคมมหาวิทยาลัยภาคพื้นแปซิฟิก (Association of Pacific Rim Universities-APRU) ศึกษาเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับนิสิตจุฬาฯในรายวิชาศึกษาทั่วไปของจุฬาฯ (General Education : GenEd) ซึ่งเป็นรายวิชาที่มุ่งสร้างโอกาสให้นิสิตจากหลากหลายคณะเรียนในรายวิชาที่ตนสนใจนอกเหนือไปจากศาสตร์ที่เรียนอยู่ในสาขาหรือคณะตัวเอง”
“รศ.ดร.ณัฐชา” กล่าวว่า หากมีนักศึกษาต่างชาติจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศมาร่วมเรียนด้วยจะเป็นสิ่งที่ดียิ่ง ตอนนี้เห็นว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีนโยบายเรียนข้ามสถาบัน ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาไทย เพราะศาสตร์เดียวไม่พอ นิสิต นักศึกษาต้องรู้รอบด้านทั้งเชิงลึก เชิงกว้าง
“ตอนนี้มหาวิทยาลัยไทยยังเป็น teaching university ด้วยการเน้นการสอนแบบเปิดตำรา แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกเขาเป็น research university นอกจากเขาจะผลิตงานวิจัยแล้ว การสอนก็จะนำงานวิจัยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพื่อให้นิสิต นักศึกษามีส่วนร่วม เพราะนักศึกษาเองก็ไม่ได้อยากนั่งฟังอาจารย์สอนจากตำราอย่างเดียว ถ้าอาจารย์เอาประสบการณ์จากงานวิจัยมาสอนเด็กว่าทำอย่างไรตั้งแต่ต้นจนจบก็จะน่าสนใจมากกว่า นี่คือโลกอนาคตของมหาวิทยาลัยที่ควรเป็น”
“ส่วนประเทศในอาเซียนมุ่งให้ความสนใจกับการเป็น research university ยกตัวอย่างมาเลเซียเมื่อ 20 ปีที่แล้วเคยอยู่อันดับต่ำกว่าประเทศไทย แต่ตอนนี้มหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของมาเลเซียชนะไทยไปแล้ว ขณะที่มหา’ลัยในอินโดนีเซียก็กำลังมุ่งสู่การวิจัยอย่างจริงจังมาก เวียดนามก็เหมือนกัน ตอนนี้เม็ดเงินลงทุนในเวียดนามเริ่มสูง ดิฉันคิดว่าอีกไม่นานเวียดนามจะเติบโตไปอีกเรื่อย ๆ ดังนั้น หาก ranking มหาวิทยาลัยไทยตก ต้องถือเป็นวิกฤตของเศรษฐกิจ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ที่คน ถ้าคนของเราคุณภาพไม่ดี จะเอาอะไรไปแข่งกับต่างประเทศได้”
“หรือถ้าเราไม่พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเลย เราก็ต้องเป็นประเทศใช้แรงงานแลกกับเงิน ซึ่งจะได้เงินน้อย แต่ถ้าเราใช้องค์ความรู้มาทำงาน จะได้เงินมากกว่า ฉะนั้น ดิฉันคิดว่ามหาวิทยาลัยคือต้นน้ำที่สำคัญมาก ๆ ของการพัฒนาประเทศ เราต้องเปลี่ยนจาก teaching university มาเป็น research university และเชื่อว่าเราจะทำได้ในอีก 5 ปี ซึ่งเหมือนกับ CU Innovation Hub ที่ใช้เวลากว่า 5 ปี จนวันนี้เริ่มเห็นผลอย่างชัดเจนแล้ว”