เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
Business TRUE ยืนยัน ปิดสมุด “บัญชีผู้ถือหุ้น” ล่าสุด ไม่มีชื่อ “สุภาพร พิมพงษ์”
“ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
Politics “ชัชชาติ” รุดดูดินทรุด อุโมงค์สายสีม่วงน้ำรั่ว สั่งปิดถนนประชาธิปก อพยพคนออกจากตึกเสี่ยงถล่ม
SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
Finance SET วันนี้ทะยานเหนือ 1,600 จุด รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า-พ.ร.ก.กู้เงินผ่านฉลุย
DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
Uncategorized DSI ออกหมายเรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันคดีพิเศษสุราษฎร์ฯ “ฐิติภัสร์” ชี้คดีที่ 3 ลุยปราบกักตุน-เก็งกำไรน้ำมันทั่วประเทศ
วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Politics วันแรกลุยไม่พัก“ชัชชาติ”สั่งเอ็ซเรย์ทุนเทาต่างชาติ เช็กตึกแถว-อาคารเก่าทั่วกรุง
Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
Automotive Asap กวาด 3 รางวัล Trip.com Envision 2026 หลังยอดจองบนแพลตฟอร์ม พุ่ง 117%
มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
Uncategorized มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
Finance ADB คาด GDP ปีนี้ 1.8% ส่งออกแกร่ง-จับตาพลังงานโลก
CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
Economic CP ถอดใจ ไม่ไปต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยื่นหนังสือ ร.ฟ.ท. ขอสิ้นสุดสัญญาแล้ว
กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
Finance กยศ. ชี้หักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ แจงเป็นไปตามสัญญา
ดูทั้งหมด

อมอร์แปซิฟิค ลูกค้าคือหัวใจ…บุกตลาดอาเซียน

12 ธ.ค. 2560 | 18:27น.

วันนี้เครื่องสำอางเกาหลี คงไม่ใช่แค่เทรนด์ หรือกระแสที่ผ่านเข้ามาเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวอีกต่อไป แต่กำลังเป็นตลาดที่เติบโตอย่างน่าจับตา วัดได้จากจำนวนแบรนด์ที่เดินหน้าเปิดตัวในตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ และแบรนด์ที่มีอยู่แล้วก็ยังคงแอ็กทีฟกับการทำกิจกรรมการตลาด และขยายตัวไม่หยุด

“อมอร์แปซิฟิค” เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง อีทูดี้ ลาเนจ โซลวาซู ฯลฯ เป็นหนึ่งในบริษัทเครื่องสำอางเกาหลี ที่เข้ามาทำตลาดในไทย และในอาเซียนเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ยังคงเดินหน้ารุกตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอโปรดักต์ใหม่ ๆ นวัตกรรมที่แตกต่าง โดยเฉพาะการพัฒนาสูตรที่เหมาะกับสภาพผิวและพฤติกรรมการใช้เครื่องสำอางของคนในแต่ละประเทศ เพื่อเติมเต็มให้อาณาจักรแห่งนี้สามารถครองใจลูกค้าได้ทุกวัย ทุกความต้องการ

“โรบิน นา” ประธานอมอร์แปซิฟิค ภูมิภาคอาเซียน ฉายภาพว่า ตลาดอาเซียน เป็น 1 ใน 3 “คีย์มาร์เก็ต” ของบริษัทที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยปีละกว่า 50% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากศักยภาพของตลาด เศรษฐกิจ จำนวนประชากร ที่ส่งผลให้ตลาดบิวตี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนคาดว่าในปี 2563 ตลาดความงามอาเซียนจะมีมูลค่าสูงถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เพื่อรับกับโอกาสเหล่านั้น “โรบิน” ชี้ว่า เขาจะให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง นั่นคือ “multi-brand offering” กลยุทธ์มัลติแบรนด์ การนำเสนอความครบเครื่อง ครบครัน ในเรื่องความงาม ภายใต้ 5 แบรนด์หลัก ได้แก่ โซลวาซู ลาเนจ มามอนด์ อีทูดี้ เฮาส์ และอินนิสฟรี ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนในการตอบโจทย์สิ่งที่ผู้บริโภคมองหา

“Targeting Millennials” การโฟกัสกลุ่มเป้าหมายไปที่ gen M หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุราว 15-35 ปี ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 30% ของประชากรในอาเซียน โดยการพัฒนารูปแบบการสื่อสารออฟไลน์ ออนไลน์ หรือช่องทางการเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า แฟลกชิปสโตร์ การให้บริการของพนักงาน ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซ

และกลยุทธ์ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์เลยก็คือ “Optimized Beauty Solutions for ASEAN” การค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาโปรดักต์ที่เหมาะกับสภาพผิวของคนในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง โดยการจัดตั้งศูนย์ R&I (Research and Innovation) ที่สิงคโปร์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

“โรบิน” ตระหนักดีว่า การมัดใจลูกค้าในแต่ละพื้นที่ต้องทำความเข้าใจถึงความชอบ และความต้องการที่ต่างกัน เช่น ความแตกต่างของสภาพอากาศที่เกาหลีกับอาเซียน ได้ส่งผลต่อสภาพผิว และขั้นตอนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนกัน โดยในประเทศที่อากาศร้อนคนจึงต้องการผลิตภัณฑ์ที่คุมมัน หรือการเติมเครื่องสำอางระหว่างวันของคนไทยกับสิงคโปร์ก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งคนสิงคโปร์จะไม่ค่อยเติมระหว่างวัน จึงต้องการผลิตภัณฑ์ที่ติดทนนานขึ้น หรือแม้กระทั่งเฉดสีของคูชั่น ซึ่งพัฒนาเพิ่มเติมให้หลากหลายขึ้นจากที่วางขายในเกาหลี ตามโทนสีผิวของคนในแถบนี้

หัวเรือใหญ่แห่งภูมิภาคอาเซียน ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปทำตลาดทั้งหมดแล้ว 5 ประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และจะมีแผนเข้าไปขยายตลาดในฟิลิปปินส์เป็นที่ต่อไปในปีหน้า ตลอดจนการนำแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาเปิดตลาด จากแบรนด์ที่มีในพอร์ตโฟลิโอกว่า 20 แบรนด์ อาทิ เฮร่า (HERA) ไอโอเป้ (IOPE) เอสพอร์ (espoir) เป็นต้น

ตลอดจนการเตรียมสร้างโรงงานแห่งใหม่ในมาเลเซีย เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอาเซียน พร้อมกับการรับรองมาตรฐานฮาลาล ซึ่งจะเป็นประตูสำคัญในการบุกตลาดมุสลิมประเทศอื่น ๆ ต่อไป โดยคาดว่าจะเสร็จในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เขาตั้งเป้าหมายว่าจะมียอดขายในอาเซียน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5 แสนล้านวอน เป็นผู้นำในตลาดบิวตี้เซ็กเมนต์พรีเมี่ยมในภูมิภาคนี้

สำหรับทิศทางของอมอร์แปซิฟิคในไทย “วุง ชอย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมอร์แปซิฟิค (ประเทศไทย) จำกัด ระบุเพิ่มเติมว่า ภายใต้ 5 แบรนด์ที่บริษัทนำเข้ามาทำตลาด จะมีโปรดักต์ใหม่ ๆ ออกมาสร้างสีสันและกระตุ้นตลาดอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวคูชั่นตัวใหม่ของแบรนด์อินนิสฟรีในช่วงต้นปีหน้า ที่พัฒนาให้ปกปิดเหมือนเดิมแต่มีความบางเบามากขึ้น เหมาะสำหรับการใช้สภาพอากาศที่ร้อนในประเทศไทย

และจะมีการขยายสาขาในแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการปรับตัวรับกับกระแสของดิจิทัล ทั้งด้านของการสื่อสารผ่านออนไลน์ โซเชียลมีเดีย บล็อกเกอร์ ช่องทางการขายใหม่ ๆ ในอีคอมเมิร์ซ โดยไปพาร์ตเนอร์กับมาร์เก็ตเพลซต่าง ๆ อาทิ ลาซาด้า อีเลฟเว่นสตรีท ฯลฯ ตลอดจนการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมลูกค้าระหว่างออฟไลน์ออนไลน์ อย่างแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ลาเนจ บิวตี้ มิลเลอร์

“ไทยเป็นตลาดที่สำคัญ และมีขนาดใหญ่ที่สุดของอมอร์แปซิฟิคในอาเซียน จะเป็นที่แรก ๆ ที่บริษัทจะนำแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาเปิดตัว ซึ่งนอกจาก 5 แบรนด์หลักที่กำลังทำตลาดอยู่ในขณะนี้ ก็มีแผนที่จะนำแบรนด์จากบริษัทแม่เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม เช่น เฮร่า เป็นแบรนด์เครื่องสำอางไฮเอนด์ ซึ่งพอร์ตโฟลิโอของอมอร์ฯประเทศไทยยังไม่มี”

“วุง” ยังระบุทิ้งท้ายว่า ภายใน 3 ปี ตลาดความงามของไทยมีโอกาสขยายตัวไปถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะแบ่งเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่จะมีมูลค่าถึง 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ และตลาดแมสอีกกว่า 6,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากซึ่งอมอร์ฯก็พร้อมที่จะเดินเครื่องบุกอย่างเต็มกำลัง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อมอร์แปซิฟิค เครื่องสำอาง