เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกนิติ หยอดเมล็ดพันธ์ุใหม่ใส่ปุ๋ยสูตรพิเศษ BOI to IPO ชูการลงทุนหนุนเศรษฐกิจ
Finance เอกนิติ หยอดเมล็ดพันธ์ุใหม่ใส่ปุ๋ยสูตรพิเศษ BOI to IPO ชูการลงทุนหนุนเศรษฐกิจ
เปิดทำเนียบ 85 ผู้สมัครฝั่งนายจ้าง ศึกเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม 2569’ ทั้งบิ๊กธุรกิจ-ผู้นำหน่วยงาน
Politics เปิดทำเนียบ 85 ผู้สมัครฝั่งนายจ้าง ศึกเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม 2569’ ทั้งบิ๊กธุรกิจ-ผู้นำหน่วยงาน
‘โดปามีน’ เพื่อชีวิต
สามัญสำนึก ‘โดปามีน’ เพื่อชีวิต
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุยจีบ New Economy กว่า 10 ราย ลุ้น IPO แรกปลายปี’70
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุยจีบ New Economy กว่า 10 ราย ลุ้น IPO แรกปลายปี’70
‘บีโอไอ’ On Top ภาษี 3 ปี จากมาตรการ BOI to IPO ดึงทุนใหม่เข้าตลาดทุน ยื้อทุนเก่าให้อยู่ยาว
Economic ‘บีโอไอ’ On Top ภาษี 3 ปี จากมาตรการ BOI to IPO ดึงทุนใหม่เข้าตลาดทุน ยื้อทุนเก่าให้อยู่ยาว
อำนาจทางการเมืองใหม่ ของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
Columns อำนาจทางการเมืองใหม่ ของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
SCGP ทุ่ม 68 ล้านบาท ซื้อหุ้น 90% โรงงานกล่องกระดาษชลบุรี รับรู้รายได้ ต.ค.นี้
Finance SCGP ทุ่ม 68 ล้านบาท ซื้อหุ้น 90% โรงงานกล่องกระดาษชลบุรี รับรู้รายได้ ต.ค.นี้
เซ็นทรัลกรุ๊ป โชว์ MINI x Paul Smith ที่เบอร์ลิน-มอบสิทธิ The 1 ที่ยุโรป
Biz Movement เซ็นทรัลกรุ๊ป โชว์ MINI x Paul Smith ที่เบอร์ลิน-มอบสิทธิ The 1 ที่ยุโรป
จากแฟนคลับสู่ “นักท่องเที่ยว” เมื่อคอนเสิร์ตพาคนออกเดินทาง
Business จากแฟนคลับสู่ “นักท่องเที่ยว” เมื่อคอนเสิร์ตพาคนออกเดินทาง
ดูทั้งหมด

ย้อนรอยเส้นทางเศรษฐกิจไทย 3 ภูมิภาค จุดเปลี่ยน “เหนือ-อีสาน-ใต้”

15 ก.พ. 2565 | 11:00น.
เกษตรกร-ข้าว
ผู้เขียน : จิดาภา ช่วยพันธุ์, อนุสรา อนุวงค์, ธนพร ดวงเด่น และสิรีธร จารุธัญลักษณ์
สำนักงานเศรษฐกิจภูมิภาค ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ในการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน ความรู้ความเข้าใจและการเรียนรู้จากประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจในอดีตจะเป็นบทเรียนที่ดีในการต่อยอดหรือยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะต่อไปให้ดียิ่งขึ้น

บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจว่า เศรษฐกิจใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ มีพัฒนาการและจุดเปลี่ยนสำคัญ (Journey) อะไรที่ทำให้แต่ละภูมิภาคมีโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างในปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางเตรียมตัวให้สอดรับกับทิศทางนโยบายของประเทศในระยะข้างหน้าท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป

เส้นทางเศรษฐกิจ “ภาคเหนือ”

การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยภายนอกพื้นที่เป็นสำคัญ ทั้งนโยบายและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ การลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก

ก่อนปี 2500 : เศรษฐกิจแบบยังชีพสู่เชิงพาณิชย์

ช่วงก่อนปี 2440 เน้นเศรษฐกิจเพื่อยังชีพ คือ “เกษตรและค้าขาย” โดยเริ่มจากแลกเปลี่ยนในท้องถิ่น แต่หลังจากมีพ่อค้าจีนยูนนานเดินทางเข้ามา ทำให้เริ่มมีการค้าข้ามพรมแดนระหว่างเมียนมาและจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์จากป่า และการเข้ามาของรถไฟสายเหนือ ปี 2440-2464 เปลี่ยนเศรษฐกิจยังชีพเป็นเชิงพาณิชย์ ทำให้การค้าและการส่งออกมีเพิ่มขึ้น และจังหวัดบนทางผ่านรถไฟ เช่น พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ลำปาง และเชียงใหม่ มีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น

ปี 2504-2524 : เกษตรเชิงพาณิชย์รองรับภาคอุตสาหกรรม

แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1-4 เพิ่มบทบาทเกษตรเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดและรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการแปรรูปสินค้าเกษตร เช่น โรงสีข้าว โรงงานน้ำตาล ทำให้รัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนน เพื่อเชื่อมโยงชนบทเข้ากับเมืองและภูมิภาคเข้ากับเมืองหลวง รวมถึงมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาการศึกษาในภูมิภาค

ปี 2526-2528 : ตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของภาคเหนือ

การกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 ทำให้มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกที่ จ.ลำพูน เพื่อส่งเสริมการเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป แต่เมื่อนิคมฯ เสร็จในปี 2528 กลับยังไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุน เพราะที่ดินในนิคมราคาสูงและนักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่น

ปี 2528-2540 : การลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศ

ข้อตกลง Plaza Accord ของกลุ่ม G5 ทำให้มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เข้ามาผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมฯลำพูนตั้งแต่ปี 2531 เพราะ 1) มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI 2) ใกล้สนามบินเชียงใหม่ ทำให้ขนส่งสินค้าสะดวก 3) มีแหล่งน้ำคุณภาพดี และ 4) ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเพื่อการส่งออกพัฒนาอย่างรวดเร็ว

โดยในช่วงปลายปี 2532 มีนักลงทุนซื้อที่ดินประมาณ 60% ของพื้นที่ มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในภาคเหนือมีสัดส่วนสูงเป็นอันดับสองรองจากการผลิตอาหารแปรรูป

นอกจากนี้ นโยบายการพัฒนาเมืองหลักของภาครัฐ ทำให้เกิดการพัฒนาที่ดินอย่างจริงจังและส่งผลให้เชียงใหม่กลายเป็นศูนย์กลางความเจริญของภาคอสังหาริมทรัพย์ และมีโครงการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนเกิดขึ้นมากในช่วงนี้ รวมถึงเริ่มมีห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดจากส่วนกลางขยายการลงทุนสู่ภูมิภาคตั้งแต่ปี 2535 ก่อนที่ไทยจะประสบปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540

ปี 2550 : ทุนจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ

ทุนจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน ปี 2550 โดยเริ่มจากภาคเกษตรที่มีล้งจีนเข้ามารับซื้อลำไย ทำให้มีความต้องการลำไยมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรเริ่มปลูกลำไยนอกฤดูมากขึ้น ประกอบกับในปี 2551 มีการเปิดใช้งานทางหลวงนานาชาติ R3A อย่างเป็นทางการ เชื่อมโยงระหว่าง ไทย-ลาว-จีน จากด่านเชียงของ จ.เชียงราย สู่จีนตอนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว และทุนจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในสาขาเศรษฐกิจอื่น ๆ มากขึ้น ทั้งในรูปแบบการร่วมทุนกับไทยและนอมินีจีน

ปี 2554-2562: นักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหล

หลังจีนเปิดประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหลเข้ามาตามกระแสภาพยนตร์จีน “Lost in Thailand” ซึ่งถ่ายทำที่ จ.เชียงใหม่ เป็นหลัก ส่งผลให้สัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนในภาคเหนือเพิ่มขึ้นจาก 4.2% ในปี 2555 เป็น 11.3% ในปี 2556 และเป็นอันดับ 1 จนถึงปัจจุบัน ภาคท่องเที่ยวจึงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจภาคเหนือ แต่การเฟื่องฟูของภาคท่องเที่ยว ทำให้เริ่มเกิดปัญหา Over-tourism และ Oversupply ของห้องพัก รวมถึงมีปัญหาทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมตามมา

ปี 2563-2564 : โควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว

โควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว โดยทำให้รายได้ในสาขาดังกล่าวลดลงกว่า 50% จากนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติที่หายไป

เส้นทางเศรษฐกิจ “ภาคอีสาน”

การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอกพื้นที่และภูมิประเทศที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นโอกาสในการพัฒนาการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ แต่ความเจริญยังกระจุกตัวเฉพาะในจังหวัดหลัก

ปี 2504-2517 : ยุคส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ

นโยบายส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกและการเข้ามาของเทคโนโลยีทางการเกษตร ทำให้พื้นที่ป่าในภาคอีสานลดลงเหลือเพียง 30% ของพื้นที่ทั้งภาค และเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำการเกษตรเพื่อการค้ามากขึ้น โดยในช่วงระหว่างปี 2514-2517 มีการปฏิวัติพืชไร่ครั้งใหญ่ ภาครัฐได้ส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจมากขึ้น

เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ทำให้เกิดโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง และโรงงานน้ำตาล กระจายตามแหล่งเพาะปลูกสำคัญ และตั้งแต่ปี 2514 เริ่มมีการศึกษาเพื่อพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้บริเวณอีสานตอนใต้ เพราะเป็นทุ่งโล่ง แห้งแล้ง และดินเค็ม ทำให้รัฐบาลสนใจเข้ามาพัฒนาเพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งผลิตสำคัญของข้าวหอมมะลิคุณภาพดีสำหรับการส่งออก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตข้าวเพื่อการพาณิชย์

ปี 2518-2538 : เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

ตั้งแต่ปี 2518-2538 เศรษฐกิจอีสานเติบโตดีต่อเนื่องจากภาคการค้าเป็นสำคัญ ปี 2531 ได้รับประโยชน์จากนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ที่ทำให้มีการค้าขายกับประเทศในกลุ่มอินโดจีนมากขึ้น
แต่ปี 2538 เกิดการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยพึ่งพาภาคเกษตรในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 50% เหลือเพียง 20% ของเศรษฐกิจอีสาน โดยภาคการค้าและภาคบริการเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น

ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมเริ่มขยายตัว จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่ให้สิทธิประโยชน์กับเขตอุตสาหกรรมในภูมิภาคมากขึ้น โดยมีจำนวนโรงงานเพิ่มขึ้นกว่า 23 เท่าจากปี 2518

นอกจากนี้ การตั้งเขตอุตสาหกรรมสุรนารีที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกในอีสาน ทำให้โครงสร้างการผลิตเปลี่ยนจากโรงงานเกษตรขั้นพื้นฐานอย่างโรงสีข้าว โรงงานแป้งมัน และโรงงานปอ เป็นโรงงานแปรรูปเกษตรที่มีเครื่องจักรทันสมัยมากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นและอุตสาหกรรมที่รับช่วงการผลิตจากส่วนกลางเพิ่มขึ้นเช่นกัน อาทิ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ เป็นต้น

ปี 2539-2550 : สะพานมิตรภาพ 1-2 หนุนการค้าไทย-ลาว

การสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 จ.หนองคาย ในปี 2537 และแห่งที่ 2 ที่ จ.มุกดาหาร ในปี 2549 ส่งผลให้การค้าชายแดนกับลาวเพิ่มขึ้น และยังพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรให้ทันสมัย โดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักร และผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้น เช่น โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังที่หันมาผลิตมันเส้นที่มีคุณภาพ รวมทั้งแป้ง Modified Starch ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และโรงสีข้าวที่เปลี่ยนมาผลิตข้าวคุณภาพดี เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการย้ายฐานการผลิตโรงงานน้ำตาลจากภาคกลางและตะวันออกมายังอีสานมากขึ้น เนื่องจากยังมีพื้นที่ปลูกอ้อยอีกมาก

ปี 2548 นิคมอุตสาหกรรมนวนครที่ จ.นครราชสีมา เปิดดำเนินการแห่งที่ 2 ซึ่งเน้นผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เป็น Supply chain ให้อุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้นครราชสีมากลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญของอีสาน

ปี 2547-2549 ยางพารากลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ตามโครงการยางล้านไร่ ซึ่งทำให้พื้นที่ปลูกยางพาราในอีสานขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีพื้นที่ปลูกเป็นลำดับที่ 2 ของประเทศรองจากภาคใต้ เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนปี 2547 ซึ่งมีพื้นที่ปลูกเพียง 5.6 แสนไร่ เป็น 5.2 ล้านไร่ในปี 2561 ทำให้มีโรงงานแปรรูปยางพาราจากภาคใต้และประเทศจีนมาตั้งในแหล่งผลิตสำคัญเพิ่มขึ้น

ปี 2551-2560 : การเข้ามาของธุรกิจขนาดใหญ่-ประตูการค้า AEC

ปี 2554 การค้ากับประเทศเพื่อนบ้านเร่งขึ้น โดยเฉพาะหลังเปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 ที่ จ.นครพนม ทำให้เกิดเส้นทางการค้าทางถนนแห่งใหม่ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้ได้สั้นกว่าทุกเส้นทาง ส่งผลให้อีสานเป็นช่องทางการค้าที่สำคัญ โดยเฉพาะผลไม้ไทย รวมถึงสินค้าด้านเทคโนโลยีของจีนและเวียดนาม โดยมูลค่าการค้ากับจีนขยายตัวกว่า 4 เท่า

ขณะที่การค้ากับเวียดนามขยายตัวถึง 7 เท่า ประกอบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังอีสาน นอกจากนี้ นโยบายส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมเปิด AEC ในปี 2558 และการเติบโตของเศรษฐกิจกลุ่ม CLV หลังเข้าเป็นสมาชิก WTO ทำให้การส่งออกขยายตัวดีต่อเนื่อง

ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสาขาอื่น ๆ รวมถึงภาคการค้า ทำให้ห้างสรรพสินค้าและธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ เข้ามาลงทุนในพื้นที่มากขึ้น เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามาในพื้นที่ทั้งกลุ่มคนทำงานและนักลงทุน ส่งผลดีต่อเนื่องถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอาคารชุดที่ขยายตัวสูงในปี 2555-2556

อย่างไรก็ตาม นโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ในปี 2556 ส่งผลให้อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปบางส่วนย้ายฐานการผลิตไปกัมพูชาและเวียดนาม

ปี 2563-2564 : โควิด-19 ส่งผลกระทบจำกัดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตร ภาคการค้า และบริการ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวมีสัดส่วนน้อย และส่วนใหญ่เป็นการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีแรงงานอีสานคืนถิ่นประมาณ 8 แสนคน ซึ่งมากกว่าภูมิภาคอื่น

เส้นทางเศรษฐกิจ “ภาคใต้”

โครงสร้างเศรษฐกิจในระยะแรกขับเคลื่อนโดยนโยบายโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเล ทำให้เป็นศูนย์กลางสำคัญของการค้าขายระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เน้นการส่งออกเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ในระยะหลัง เศรษฐกิจพึ่งพาจีนมากขึ้น ทั้งการผลิต การท่องเที่ยว และการเกษตร

ปี 2504-2524 : นโยบายสนับสนุนทำสวนยางพารา สู่ธุรกิจท่องเที่ยว

รัฐบาลสนับสนุนการปลูกยางพารา โดยออก พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในปี 2503 และตั้งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ในปี 2504 เกษตรกรจึงขยายพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น โดยยังเน้นการผลิตยางแผ่นรมควันเพื่อขายให้ผู้แปรรูป

ขณะที่การทำเหมืองแร่ดีบุก โดยเฉพาะใน จ.ภูเก็ต ที่เคยเฟื่องฟูกลับถดถอยลง จากราคาดีบุกในตลาดโลกที่ตกต่ำในปี 2524 ทำให้ผลผลิตดีบุกลดลงกว่า 40% ผู้ประกอบการหลายรายจึงปรับตัวไปลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้ออำนวยและภาครัฐได้ผลักดันให้มีการส่งเสริมและพัฒนาภาคบริการและการท่องเที่ยว โดยระบุไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะในเมืองหลักทั้ง จ.ภูเก็ต และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ปี 2530-2536 : ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทเพิ่มขึ้น จากนโยบายภาครัฐและอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ

ตั้งแต่ปี 2530 BOI ส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาค โดยให้สิทธิประโยชน์สูงที่สุดหากมีการลงทุนในภูมิภาคและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งผลให้มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมกระจายไปตามแหล่งวัตถุดิบสำคัญ อาทิ ยางพารา ที่ จ.สงขลา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช, ปาล์มน้ำมัน ที่ จ.กระบี่ และตรัง และอาหารทะเลที่ จ.สงขลา และปัตตานี และในปี 2536 BOI หันมาเน้นเปิดเสรีการลงทุนมากขึ้น ทำให้มีการขยายโรงงานอุตสาหกรรมมายังภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง (ท่าเรือน้ำลึกสงขลาและภูเก็ต) ที่แล้วเสร็จในปี 2531 ช่วยส่งเสริมการส่งออกยางพาราและดีบุก แต่เมื่อเหมืองดีบุกถดถอย ท่าเรือภูเก็ตจึงมีบทบาทด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น และปัจจัยที่ตั้งที่อยู่ใกล้ชายแดนมาเลเซีย ซึ่งมีท่าเรือปีนังเป็นท่าเรือน้ำลึกสำคัญสำหรับการส่งออกที่เชื่อมต่อมายังภาคใต้ได้ทั้งทางรถและทางราง ทำให้มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่มากขึ้น และในปี 2536 ยังมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจ (Land Bridge) เชื่อมฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ตามแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard : SSB)

ปี 2540-2560 : จีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในภาคการท่องเที่ยวและภาคเกษตร

อุตสาหกรรมยางพาราแปรรูปเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตยางแผ่นรมควัน มาผลิตยางแท่ง STR (Standard Thai Rubber) มากขึ้น ตามความต้องการของอุตสาหกรรมยางล้อที่หันมาใช้ยางแท่งเป็นวัตถุดิบแทนยางแผ่นรมควัน เพราะมีกรรมวิธีผลิตและการขนส่งที่สะดวกกว่ายางแผ่น และหลังปี 2544 จีนเข้าร่วม WTO ทำให้อุตสาหกรรมยางล้อและยานยนต์ของจีนเติบโตปีละกว่า 10% ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางแท่งสำหรับผลิตยางล้อเพิ่มขึ้นมาก ผลักดันให้ราคายางพาราเพิ่มขึ้นสูงกว่า 100 บาท/กก. ภาครัฐจึงมีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกยางพาราในภาคอีสานและภาคเหนือ

การเปิดประเทศของจีน ทำให้มีนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเดินทางมาเที่ยวภาคใต้ โดยมีสัดส่วนสูงถึง 27.3%

ในปี 2560 ส่งผลให้ภาคท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญคิดเป็น 16% ของมูลค่าทางเศรษฐกิจภาคใต้

ตั้งแต่ปี 2559 ยังมีการเพิ่มพื้นที่ปลูกทุเรียน โดยเฉพาะที่ จ.ชุมพร และส่งออกผลสดไปจีนกว่า 77% โดยจีนเริ่มเข้ามาลงทุนตั้งแต่กลางน้ำ (ล้ง) โดยหาตลาดให้เกษตรกร ตลอดจนถึงปลายน้ำ (แปรรูป) เพื่อส่งออกกลับไปยังตลาดจีน

ปี 2555-2559 : วิกฤตในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งและอุตสาหกรรมประมง

เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประสบปัญหาโรคตายด่วนหรือ Early Mortality Syndrome (EMS) ตั้งแต่ปลายปี 2555 ทำให้ผลผลิตกุ้งขาวแวนาไมของไทยและภาคใต้ลดลงไปกว่า 50% และยังถูกซ้ำเติมด้วยการตัดสิทธิ์ GSP ทั้งการส่งออกกุ้งปรุงแต่งและกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งในตลาด EU และสหรัฐ จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาการค้ามนุษย์ระดับร้ายแรง (Tier 3) ในปี 2557 และในปีต่อมา EU ได้ให้ “ใบเหลือง” ไทย เรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ทำให้มีมาตรการเข้มงวดการทำประมงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประมงและเกี่ยวเนื่องในภาคใต้

ปี 2563-2564 : โควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว

เศรษฐกิจพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 77% ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะฝั่งอันดามัน ได้รับผลกระทบรุนแรง โดยทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงจาก 8.8 แสนล้านบาทในปี 2562 เหลือเพียง 2.2 แสนล้านบาทในปี 2563

4 ข้อสรุป Journey เศรษฐกิจ 3 ภูมิภาค

1.ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเกษตรยังคงมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจทั้ง 3 ภูมิภาค ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญรองลงมาในภาคเหนือและอีสาน และภาคท่องเที่ยวสำคัญรองลงมาในภาคใต้

2.เศรษฐกิจภูมิภาคนอกจากจะกระจุกตัวอยู่ในบางสาขาเศรษฐกิจแล้ว ยังกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดใหญ่หรือหัวเมืองสำคัญของแต่ละภูมิภาค

3.พัฒนาการของโครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคที่ผ่านมาขึ้นอยู่กับทรัพยากรพื้นฐานในแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายนอก อาทิ นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนจากต่างประเทศ เป็นต้น

4.ระยะหลัง การเติบโตของการค้าชายแดนมีบทบาทต่อเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งจังหวัดที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่มีการขยายตัวทางด้านการค้าและการขนส่งอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคในอนาคต

จะเห็นว่าเศรษฐกิจภูมิภาคไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างมากนักในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และปัจจุบันยังกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งในภาคเกษตร ที่พืชสำคัญในแต่ละภูมิภาคมีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าคู่แข่ง ทำให้แข่งขันด้านราคายาก อีกทั้งราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนสูงและมีแนวโน้มปรับลดลง ทำให้ต้องพึ่งพาการอุดหนุนและความช่วยเหลือจากภาครัฐมาโดยตลอด

ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างเปราะบาง เพราะพึ่งพาเพียงไม่กี่อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตรและผลิตสินค้าขั้นกลางที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกลดลง

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคเหนือและภาคใต้กำลังเผชิญกับปัญหา over-tourism และ oversupply ของห้องพัก

มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะก้าวไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ของสภาพัฒน์ฯ และหากพิจารณาในเชิงภูมิภาค พบว่า ในช่วงที่ผ่านมา ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคจะสอดคล้องไปกับภาพรวมของประเทศ ซึ่งแผนพัฒนาฯ ฉบับดังกล่าวมุ่งเน้นการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 มิติสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต และปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ

โดยในด้านเศรษฐกิจ จะเน้น (1) การผลิตสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง (2) การท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน (3) การเป็นผู้นำการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (4) การเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง (5) เป็นประตูการค้าและการลงทุนด้านโลจิสติกส์ และ (6) การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังคงสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคปัจจุบัน

การต่อยอดจุดแข็งและสร้างการเติบโตในสาขาเศรษฐกิจที่มีศักยภาพจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทำให้ทุกภาคส่วนในแต่ละภูมิภาคต้องร่วมมือ เร่งพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านกายภาพ ปลดล็อกกฎระเบียบบางอย่างที่ไม่จำเป็นรวมถึงผลักดันการใช้เทคโนโลยีในภูมิภาคเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยสร้าง ecosystem ที่เอื้อต่อการปรับตัวและการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคให้สอดรับและตอบโจทย์การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยต่อไป

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)