ไฮ-โค้ท ชูนวัตกรรม กระดาษเคลือบย่อยสลายได้
สัมภาษณ์
เริ่มเห็นการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงของหลากหลายธุรกิจมากขึ้น หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กินเวลายาวนานนับปี หนึ่งในบริษัทธุรกิจผลิตกระดาษรูปลอกเซรามิก อย่าง บริษัท ไฮ-โค้ท (ประเทศไทย) จำกัด ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่น้อย และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทคิดแตกไลน์ธุรกิจ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 2565 นี้
“ศุรอัฐ ณรงค์ฤทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮ-โค้ท (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัท ไฮ-โค้ท ประเทศไทย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันรวมเวลากว่า 27-28 ปี เป็นโรงงานผลิตกระดาษรูปลอกเซรามิกที่มีความแม่นยำในการผลิตสูง นับตั้งแต่ปีก่อตั้งถือเป็นโรงงานที่ 5 ของโลก ตามหลังอังกฤษ เยอรมนี เกาหลี และญี่ปุ่น แต่หลังจากนั้นเกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ โรงงานในอังกฤษกับเยอรมนีจึงต้องปิดตัวลง แล้วย้ายมาอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และกำลังซื้อค่อนข้างสูงกว่าในประเทศอื่น ๆ คุณภาพการผลิตมีทุกระดับ เมื่อนับรวมแล้วในเอเชียมีผู้ผลิตไม่กี่ราย ขณะที่ผู้ใช้มักเป็นกลุ่มเฉพาะมีไม่มากนัก การแข่งขันในตลาดจึงค่อนข้างสูง
ตอนนี้บริษัท ไฮ-โค้ท ประเทศไทย ถือว่าเป็นบริษัทขนาดเล็กเมื่อเทียบกับบริษัทในประเทศจีน แต่เรื่องคุณภาพเราถือว่าดีกว่า ในประเทศจีนคุณภาพอาจจะยังไม่คงที่มากนัก เพราะลูกค้าในเมืองไทยยังไม่กล้าใช้กระดาษจากจีน
“ตอนยุคต้มยำกุ้งเราขายอยู่เจ้าเดียวในเมืองไทย กระทั่งช่วงหลังคู่แข่งต่างชาติเริ่มเข้ามา ปัจจุบันจึงมีลูกค้าอยู่ในประเทศไทยประมาณ 70% ที่เหลือนำเข้ามาจากผู้ผลิตอื่น ๆ จากต่างประเทศ และนอกจากขายตลาดภายในประเทศไทยยังมีการส่งออกไปยังประเทศในโซนยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วนในปัจจุบันที่ส่งขายในประเทศไทยและส่งไปยังต่างประเทศอยู่ในอัตราเท่า ๆ กัน ซึ่งเรานำเข้ากระดาษประมาณ 1,000 กว่าตันต่อปี ราคานำเข้าอยู่ที่ประมาณ 1,000 เหรียญดอลลาร์/ม้วน/ตัน เมื่อนำมาเคลือบแล้วจะขายอยู่ที่ 2,000 กว่าเหรียญดอลลาร์/ม้วน/ตัน ซึ่งจะเป็นค่าวัตถุดิบการเคลือบ ค่าแรง รวมถึงค่าขนส่ง”

สำหรับการผลิตทางบริษัทจะนำเข้ากระดาษม้วนใหญ่เข้ามาเคลือบฟิล์มแล้วจึงตัดขายให้โรงพิมพ์ เมื่อโรงพิมพ์ทำการพิมพ์ลวดลายเสร็จจะส่งต่อให้โรงงานทำเซรามิก ใช้การลอกฟิล์มออกมาจากกระดาษนำไปติดกับถ้วยชามเซรามิกแล้วเข้าเตาเผา ฟิล์มจะละลายกลายเป็นลวดลายเนื้อเดียวกันกับถ้วยเซรามิก
“สมัยก่อนถ้วยชามเซรามิกจะใช้มือวาด แต่ในสมัยนี้หากใช้มือวาดจะผลิตไม่ทันฉะนั้นจึงต้องพิมพ์ ซึ่งในการผลิตถ้วยลายเซรามิก 100 ใบ งานพิมพ์จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าการวาดด้วยมือ หากผลิต 1 ใบ การวาดจึงจะมีราคาถูกกว่าการพิมพ์ และหากจะพิมพ์ลงถ้วยชามที่เป็นรูปทรงต่าง ๆ โดยตรงก็ไม่สามารถทำได้อีก เพราะเครื่องพิมพ์ส่วนใหญ่จะพิมพ์ลงบนพื้นผิวที่ราบเรียบเท่านั้น การลอกลายแล้วนำไปติดก่อนเข้าเตาเผาจะทำได้ง่ายกว่า กระดาษเราเป็นมาตรฐานจากเยอรมนี สามารถใช้ทองแท้พิมพ์ลงเป็นลวดลายได้เข้าเตาเผาได้ที่อุณหภูมิพันองศา เมื่อนำถ้วยชามไปใช้ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะหลุดลอก”
“ศุรอัฐ” บอกว่า เดิมบริษัทตั้งเป้าอัตราการเติบโตไว้ที่ปีละ 10% วางเป้าหมายนำเข้ากระดาษมาทำการผลิตไว้ที่ 2,000 ตัน/ปี เมื่อมาเจอกับสถานการณ์โควิด-19 ทุกอย่างได้ชะลอตัวลง ลูกค้าที่เคยมีก็เงียบหายหมด ไม่ว่าจะเป็นจากอังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี ทำให้ต้องหยุดโรงงานไป 4 เดือน ก่อนค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมา
ปกติบริษัทมีรายได้อยู่ที่ 150-200 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันเหลือประมาณ 100 ล้านบาท/ปี และยังผลิตกระดาษรูปลอกเซรามิกอยู่เช่นเดิม แต่ได้วางแผนเพิ่มการผลิตสินค้าใหม่เสริมไปด้วย
เพราะกำลังการผลิตในบริษัทยังเหลืออยู่มาก และส่วนหนึ่งก็มาจากการปรับตัวหลังโควิด-19 ในปี 2563 โดยยังคงรูปแบบซึ่งเกี่ยวกับกระดาษเคลือบอยู่
คล้ายกระดาษห่อข้าวมันไก่ แต่สามารถย่อยสลายได้โดยไม่มีส่วนผสมของพลาสติกเลย
เดิมทีที่เห็นตามท้องตลาดทั่วไปซีกหนึ่งจะเป็นกระดาษ อีกซีกหนึ่งจะเป็นพลาสติกที่นำมาอัดเข้าด้วยกัน เมื่อใส่อาหารจะไม่รั่วซึม แต่ปัญหาอยู่ที่การย่อยสลายค่อนข้างลำบากเพราะพลาสติกกับกระดาษไม่สามารถแยกกันออกได้ การนำไปแปรรูปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ทำไม่ได้เช่นกัน ต้องฝังกลบอย่างเดียว
“เรามีน้ำยามาเคลือบกระดาษที่จะผลิตเป็นสินค้าใหม่ ซึ่งเป็น food grade สำหรับอาหารโดยเฉพาะ เมื่อใช้กับอาหารสามารถคงทนต่อการรั่วซึมได้ แต่ไม่ทนข้ามวัน สามารถย่อยสลายได้เร็ว ซึ่งในตอนนี้แน่นอนว่าเราเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย เพราะยังไม่มีใครทำ เราพยายามตั้งราคาให้ไม่เกิน 10-15% จากราคากระดาษข้าวมันไก่ที่ขายตามท้องตลาด ขณะนี้อยู่ในขั้นทดลองเพื่อให้ได้คุณภาพดีที่สุดให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต หากกระดาษตัวใหม่พัฒนาสำเร็จจะกลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าหลักของเรา”
นอกจากนี้ อยากฝากถึงรัฐบาลให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ด้วยการลดหย่อนภาษีหรือกำหนดมาตรการประคับประครองผู้ประกอบการไปอีก 1-2 ปี เพราะการกลับมาเสียภาษีหนัก ๆ หลังจากเจอวิกฤตโควิด-19 ยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่มาก อยากให้ผู้ประกอบการกลับมาแข็งแรงมากกว่านี้ก่อนเข้าสู่ภาวะปกติ