นักศึกษาไทยเล่าประสบการณ์ต้านโควิด-19 ในจีน ผ่านประสบการณ์จริง
นักศึกษาไทยเล่าประสบการณ์ต้านโควิด-19 ในจีน ผ่านประสบการณ์จริง
นักศึกษาแพทย์ชาวไทยในจีน เล่าประสบการณ์ควบคุมโรคโควิด-19 ผ่านประสบการณ์จริง
วันที่ 7 มีนาคม 2565 สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า อู่เจิ้งซิน หรือ นายเจิ้งซิน อู่ นักศึกษาแพทย์ชาวไทยเชื้อสายจีนวัย 30 ปี ในเมืองไปเซ่อ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน คือหนึ่งในผู้ที่เข้าใจมาตรการควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิต-19) ของจีนเป็นอย่างดีผ่านประสบการณ์จริง
โดยเขามองว่ามาตรการของจีนทําให้จีนคุมโรคระบาดได้ทันท่วงที ลดผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ และ ส่งผลดีอย่างมากต่อการใช้ชีวิตและการทำงานของทุกคน
อู่เดินทางมาศึกษาต่อในจีนเมื่อปี 2557 ปัจจุบันกําลังศึกษาระดับปริญญาโทด้านเนื้องอก ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โย่วเจียง (Youjiang Medical University For Nationalities) เมืองไปเซ่อตั้งอยู่ทางตะวันตกของจีน มีพรมแดนติดกับเวียดนาม ซึ่งถือเป็นด่านแรกของการป้องกันโรค
ย้อนกลับไปเมื่อบ่ายวันที่ 4 กุมภาพันธ์ อําเภอเต่อเป่าพบว่าผู้เดินทางกลับมาจากต่างถิ่นรายหนึ่งมีผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นบวก ไม่กี่วันต่อมาเชื้อไวรัสก็เริ่มแพร่กระจายในไปเซ่ออย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้เมืองไปเซ่อจึงกระชับมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มควบคุมการจราจรทั่วทั้งเมืองตั้งแต่เวลา เที่ยงคืนของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ กระตุ้นให้ผู้อยู่อาศัยกักตัวอยู่ในบ้านและงดการเดินทางหากไม่จําเป็น ด้านมหาวิทยาลัยก็ใช้มาตรการการจัดการแบบปิดทันทีเช่นกัน
ไม่มีความหวาดกลัวต่อการระบาดอย่างกะทันหันในเมืองที่เขาอาศัยอยู่ เนื่องจากเขาฉีดวัคซีน 3 โดสแล้ว อีก ทั้งจีนยังคงยึดมั่นนโยบายโควิดเป็นศูนย์มาโดยตลอด จนประสบความสําเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดหลายครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขาจึงเชื่อมั่นว่าการระบาดในเมืองจะคลี่คลายลงในไม่ช้า
ในฐานะนักศึกษาแพทย์ได้ร่วมเป็นอาสาสมัครด้านการระบาด เขาทํางานอย่างแข็งขันตามจุดสุ่มเก็บตัวอย่าง สําหรับทดสอบกรดนิวคลิอิก และตามโรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยเขาได้แนะนำแก่ชาวบ้านที่มา เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งเพื่อให้ขั้นตอนต่าง ๆ เป็นระเบียบ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพของการตรวจเชื้อ
อู่เล่าว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเทศกาลโคมไฟตามประเพณีจีน ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้เตรียม “หยวนเซียว” หรือขนมบัวลอยให้เขา อาจารย์ และเพื่อนนักศึกษา พร้อมให้คําอวยพร ซึ่งทําให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจ และเชื่อ ว่าการระบาดในเมืองใกล้สิ้นสุดลงแล้ว
ยอดผู้ป่วยในไปเซ่อจากการระบาดรอบนี้เคยทะลุเกิน 270 ราย แต่เมื่อมีการจัดการที่ดีและตามหลักวิทยาศาสตร์ สถานการณ์การระบาดก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผางจวิน รองผู้อํานวยการคณะกรรมการสุขภาพเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง กล่าวทิ้งท้ายในงานแถลงข่าวเนื่องในเทศกาลโคมไฟว่า การระบาดในเมืองไปเซ่อสิ้นสุดลงโดยพื้นฐานแล้ว และปราศจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในชุมชน โดยไปเซ่อเริ่มทยอยยกเลิกข้อบังคับตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ประชาชนจึงเริ่มกลับมาใช้ชีวิตประจําวันได้ตามปกติ
อู่สรุปอย่างย่อ ๆ ว่ามาตรการต้านโรคโควิด-19 ของจีน คือการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด มีประสิทธิภาพ และมี ผลกระทบน้อย โดยใช้นโยบายกักตัวอยู่ที่บ้านอย่างเข้มงวต ขณะเดียวกันชาวเมืองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงสามารถยับยั้งการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
อู่ทิ้งท้ายว่าหลายพื้นที่ในไทยยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาด ซึ่งตนหวังว่าสิ้นสุดลงในเร็ววัน และขอ ให้การใช้ชีวิตและทำงานของทุกคนกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเช่นกัน